RSS

Monthly Archives: January 2006

ชินคอร์ป ขายแล้ว เมื่อครึ่งชั่วโมง ที่ผ่านมา

ชินคอร์ปฯทำบิ๊กล็อตแล้ว! -ตลท.ห้ามซื้อขายหุ้นกลุ่มชินฯ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2549 12:24 น.

              วันนี้(23ม.ค.) เมื่อเวลา 11.42 น.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ขึ้นเครื่องหมาย "H" (ห้ามซื้อขายเป็นเวลาหนึ่งรอบ) หุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) (SHIN) ,บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)(ADVANC) ,บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) (CSL),บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV) ,บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (SATTEL)
       

       เนื่องด้วยปรากฏรายการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่จำนวน 49.59% ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้วของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ในราคา 49.25 บาท ซึ่งบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ และอาจส่งผลกระทบต่อภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท
       แต่ตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว
       
       ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์จึงหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวเป็นการชั่วคราวตั้งแต่เวลา 11.37น. ของวันที่ 23 มกราคม 2549 เป็นต้นไป จนกว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเผยแพร่แก่นักลงทุนโดยทั่วกัน
       
       ในขณะเดียวกัน ณ เวลา 11.46 น.หุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) (SHIN)ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 48.25 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท โดยปรับตัวขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 48.25 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ 46.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,607.62 ล้านบาท หุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)(ADVANC) ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 104 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง โดยปรับตัวขึ้นมาจุดสูงสุดอยู่ที่ 105 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ 102 บาท มูลค่าการซื้อขาย 291.64 ล้านบาท หุ้นบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) (CSL) ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 4.04 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาท โดยปรับตัวขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 4.20 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ 3.82 บาท มูลค่าการซื้อขาย 150.79 ล้านบาท หุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV) ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 11.90 บาท ลดลง 0.20 บาท โดยปรับตัวขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 12.20 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ 11.90 บาท มูลค่าการซื้อขาย 265.21 ล้านบาท หุ้นบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (SATTEL) ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 15.50 บาท ลดลง 0.20 บาท โดยปรับตัวขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 15.80 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดอยู่ที่ 15.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 477.07 ล้านบาท

 
2 Comments

Posted by on January 23, 2006 in News & Articles

 

บทวิเคราะห์ : ShinCorp ขายหุ้นให้ SingTel ชัวร์ และทิศทางตลาดการสื่อสารปี 49 : Beta2 – 11/1/06

[Beta2 – Update 11/1/06 – Not completed]

—===>>> หมายเหตุ : ปัจจุบันตระกูลชินวิตรและดามาพงศ์ได้ขายหุ้นทั้งหมดให้กับ Temasek (บริษัท Holding ที่ backup โดยรัฐบาลสิงค์โปร์ และเป็นเจ้าของ SingTel) เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ Temasek เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ShinCorp ด้วยมูลค่าหุ้นใหม่กว่า 49%  อย่างไรก็ดีผมจะพยายามทยอยเขียนบทความนี้ให้เสร็จ <<<===—

อืม ไม่ได้อัป blog นานเหมือนกัน จริงๆตั้งแต่วันศุกร์ 30 ที่ผ่านมา ผมทยอยเขียนเรื่องการทดสอบด้านอุปกรณ์Access Pointไปบางส่วนแล้ว เป็นภาษา English*** (ขอฝึกWritting หน่อยดิ) แต่พอดีข่าวนี้ร้อนมากๆ เลยเอามาให้อ่านหน่อย (555 ไม่รู้จะมีใครอ่านสักกี่คนหว่า เอาเถอะผมเขียนไว้เป็นความรู้ประดับ Blog แล้วกัน บอกไว้ก่อนว่ายาวเหี้ยๆ)

 

สงวนลิขสิทธิ์ 2549 โดย Jonathan Job
ห้ามทำการคัดลอกหรือเผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆก็ตาม โดยไม่ได้รับอนุญาต

หมายเหตุ
1. บทความนี้จะไม่มีการนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อมูลภายในหรือความลับของบริษัทที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่
2. บทความนี้จะไม่มีการนำเสนอข้อมูลอันเป็นกลางที่สุด โดยไม่มีการโอนเอียงเข้ากับบริษัทใดๆในกลุ่มเครือชินคอร์ปที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่
3. บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์ที่เขียนขึ้นในฐานะที่ข้าพเจ้าอยู่ในแวดวงของธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมคนหนึ่งเท่านั้น
0. ไม่อยากเขียนแบบภาษาบทความนะ ขอเป็นคำพูดแล้วกัน อืม และยึดตามแบบ Google ที่คงจะไม่ค่อยมีภาพเท่าไรเหมือน Blog เจ๊เลิ้นเดิ้น หรืออาจวยซักเท่าไรนะฮับ ชิมิ ชิมิ

 

 ข้อย้อนความถึงเมื่อวันเสาร์ที่ 1 มกรา 49 ที่ผ่านมาก่อนว่า ในระหว่างพักกลางวันจากการเรียนคอร์ส TOEFL ที่สงวน ที่(แม่ง)แม้แต่ปีใหม่ก็ไม่หยุด เดินผ่านหน้าร้านขายหนังสือพิมพ์บังเอิญเหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจพาดหัวเรื่องการประกาศ ขายหุ้นในเครือชินคอร์ปทั้งหมดของตระกูลชินวัตรให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ของสิงค์โปร์นั่นคือ SingTel ในใจก็คิดอยู่เหมือนกันว่า อีกแล้วหรอ ไอ้ครั้งก่อนก็ China Telecom แล้วรอบหนึ่ง คราวนี้มา SingTel ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะอย่างที่ บุญคลี ปลั่งศิริ Chairman ของ ShinGroup เคยออกมาประกาศเรื่องที่จะไม่มีการขายหุ้นให้กับต่างชาติ โดยแถลงต่อสื่อมวลชนและคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์(กลต)#1 ก็ทำให้มั่นใจได้ว่าคราวนี้ก็คงจะโคมลอยอีก เลยไม่ได้ซื้อมา จนกระทั่งมาสัปดาห์นี้ข่าวเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ  ชักเริ่มสงสัยมามันจะจริงหรือเปล่า เลยเปิดหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมาย้อนหลังที่ไม่ได้อ่านดู #2 ย้อนกลับไปถึงฉบับช่วง 26-1/1/49 ทำให้รู้ว่ากระแสมันต้องมาตั้งแต่ ช่วง 20-25 ธันวาแล้ว และเปิดอ่านเล่มโน้นเล่มนี้จนได้ข้อมูลมา ทำให้รู้ว่าตกข่าวไปเยอะมาก

 

 #1 ที่ต้องมาประกาศกับกลต เพราะมันมีกฏหมายอยู่(รายละเอียดลองถามไอ้ AJ มันน่าจะตอบได้)ทำนองว่า บริษัทใหญ่ในตลาดหุ้น เมื่อมีการซื้อขายทุกๆ 5% จะต้องมีการแจ้งให้ทางกลตทราบเพื่อให้ทำการตรวจสอบเรื่องผลกระทบที่จะตามมา รวมถึงการปั่นหุ้น ดังนั้นเมื่อบริษัทใหญ่มีการเคลื่อนไหวใดๆก็แล้วแต่จะ ต้องประกาศให้ทราบก่อน ดังนั้นในกรณีของมติชน กับ DTAC ตอนนั้นมันผิดกฏหมายนะคร้าบ (มีอะไรผิดบอกก็บอกด้วยแล้วกัน)

 #2 ได้แต่ซื้อหนังสือพิมพ์มาดองที่บ้านไว้หลายสัปดาห์มากๆ ซื้อมา ไม่ได้อ่านครับ แค่นี้นาย Job จะอ้วกแตกตายอยู่แล้ว สรุปคือ นาย Job ตกข่าวอีกแล้ว

ข่าวโดยสรุปมีอยู่ว่า

1. ตระกูลชินวัตร+ตระกูลดามาพงศ์ ซึ่งเป็นปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ShinCorp จะขายหุ้น SHIN 38.63% ให้กับ SingTel ในราคา 40-45 บาท (บางแห่งกล่าวว่า 43%)

 

2. แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือกล่าวว่า

 2.1 ราคาที่ขายจะอยู่ที่ 46 บาทต่อหุ้น โดยที่มูลค่าทั้งหมดคิดเป็น 68,000 ล้านบาท
 2.2 การซื้อขายจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 มกรา 49 โดยได้ทำข้อตกลงไว้แล้วตั้งแต่ 21 ธันวา 48 

2.2.1 เมื่อวันที่ 10 ที่ผ่านมาไม่มีการประกาศการซื้อขายหุ้น บลจ.พัฒนสิน กล่าวว่า การซื้อขาย จะเกิดอย่างแน่นอนภายในต้นปีนี้ [Updated 11/1/06]

 2.3 โดยแต่งตั้งบริษัท Merrill Lynch และ Golman Sachs เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่ SingTel
 2.4 ระยะเวลาดำเนินการตกลงกับ SingTel 5 เดือนที่ผ่านมา

3. ผู้บริหารของบริษัทในกลุ่มคือ SHIN และ ADVANC นำหุ้นออกมาขายอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2548 ที่ผ่านมา ตามรายงานที่ส่งถึง กลตได้แก่ ได้แก่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (9 ครั้ง), สมประสงค์ บุญยะชัย(Chairman สายธุรกิจ Wireless) (2 ครั้ง), วิกรม ศรีประทักษ์, ดร.ดำรง เกษมเศรษฐ์ และนิวิฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รวมถึงการเทขายหุ้นของ ธนาคารทหารไทยทั้งหมด โดย พานทองแท้ ชินวัตร

 

4. บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนประเมินว่ามูลค่าของหุ้นเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานมีดังนี้

 4.1 เกียรตินาคิน ให้ SHIN = 48.39 บาท 
 4.2 พัฒนสิน ให้ SHIN = 63 บาท และ ADVANC = 125 บาท

รวมรวมจาก หนังสือพิมพ์ Telecom Journal, ประชาชาติธุรกิจ, ผู้จัดการรายวัน, มติชน

 

ข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

1. บริษัท ชิน คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) (SHIN) ถือหุ้นในบริษัทลูกดังนี้

 1.1 AIS (ADVANC)                            42.9%
 1.2 Shin Satellite (SATTEL)               41.5%
 1.3 ITV (ITV)                                     53%
 1.4 สายการบิน AirAsia                       50%
 1.5 สินเชื่อส่วนบุคคล CapitalOK        60%

 

 Comment :
  บริษัทชินคอร์ปพยายาม Positioning ตัวเองให้อยู่เป็นบริษัทเชิง Holding โดยพยายามลบภาพบริษัททางด้านการสื่อสาร โดยการลงทุนในตลาด ด้านอื่นเช่น กลุ่มสื่อ (ITV) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Shin Asset) กลุ่มการเงิน(Capitol OK) กลุ่มสายการบิน (AirAsia) เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนใน ตลาดด้านสื่อสารและเป็นการเพิ่ม Synergy ให้กับบริษัทลูกในกลุ่มของตัวเองด้วย ทั้งนี้จะให้พยายามจะยกภาพของกลุ่มสื่อสารทั้งหมดให้กับ AIS และ ShinSat

 

2. SingTel ปัจจุบันถือหุ้น 19% ใน SHIN

 Comment:
  SingTel เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่การสื่อสารของสิงค์โปร์ ถือได้ว่าเป็นบริษัทที่ร่วมบุญร่วมกุศลกับ ShinCorp มาพอ
 ควรเหมือนกัน เพราะบริษัทหลายๆบริษัทในเครือมีไม่ SingTel ถือหุ้นอยู่ก็เคยเป็นเจ้าของมาก่อน อย่างบริษัท ADC ที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่นั้นเมื่อก่อนก็เป็นของ SingTel + TOT ตอนนี้มาเป็น AIS + TOT แล้วเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงเรื่องมูลค่าของตลาดที่สิงค์โปร์กับไทยมันต่างกันมาก เพราะตลาดการสื่อสารในสิงค์โปร์เป็นตลาดเล็ก แต่ไทยเป็นตลาดที่ค่อนใหญ่ ดูง่ายๆเลยจำนวนประชากรไทยมากกว่าสิงค์โปร์เยอะ
 

บทวิเคราะห์โดย Jonathan Job

 

–==[ สัญญาณที่บ่งบอกถึงการขาย ]==–

 1. การเทขายหุ้นของผู้บริหารระดับสูง

  การขายหุ้นมักมี 3 เหตุผลหลักๆ ไม่ด้วยเหตุผลที่ราคาหุ้นสูงขึ้นจนทำกำไรให้เป็นที่น่าพอใจได้ หรือ ราคาหุ้นที่คาดการณ์ว่าจะตกลงอีกในอนาคตจนไม่น่าไว้วางใจ หรือ ราคาหุ้นที่อยู่ในสภาวะคงที่ไม่ทำกำไรและการเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นอื่นสามารถให้กำไรได้มากกว่า ยกเว้นกรณีที่ขาดสภาพคล่องทางด้านการเงินส่วนบุคคล

  แต่ทว่าการเทหุ้นขายนั้นเมื่อมาจากผู้บริหารของบริษัทนั้นๆแล้ว ย่อมเป็นการแสดงถึงความไม่มั่นใจในตัวบริษัทดังกล่าวว่าจะสามารถทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไปได้อีก หรือมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อบริษัทอันอาจส่งผลให้ราคามีค่าที่ลงลงในอนาคตได้

 2. การเดินทางไปประเทศสิงค์โปร์ทั้งครอบครัวชินวัตรในช่วงระหว่างวันที่ 1-4 มกราคมที่ผ่านมา

  จริงๆการเดินทางไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก แต่การเดินทางในช่วงต้นปี พร้อมกันทั้งครอบครัว และเป็นช่วงเดียวกับวันที่มีการเปิดทำการตลาดหุ้นของสิงค์โปร์ รวมถึงกระแสการขายหุ้นของชินคอร์ป ทำให้การเดินทางไปสิงค์โปร์ในครั้งนี้ดูเหมือนมีอะไรที่น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน

 3. การแต่งตั้งที่ปรึกษาทางด้านการเงินของ SingTel ขึ้นพร้อมกันถึง 2 บริษัท

  ในสภาวะการลงทุนปกติแล้วนั้น บริษัทระดับใหญ่ส่วนมากมักจะต้องมีที่ปรึกษาทางด้านการลงทุนและทางด้านการเงินอยู่แล้ว แต่การแต่งตั้ง 2 บริษัทที่ปรึกษาทางด้านการเงินขึ้นมาใหม่พร้อมกันถึง 2 บริษัทในเวลาเดียวกัน แสดงถึงบริษัทจะต้องมีการลงทุนจำนวนมากและมีความเสี่ยงระดับสูงต่อบริษัทอย่างแน่นอน

 4. ปริมาณเงินลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ตรงกับจังหวะเดียวหลังจากการกลับมาจากสิงค์โปร์

   สื่อหลายฉบับกล่าวว่า อาจมีการพยายามปั่นหุ้นในตลาดหุ้นไทยอยู่ เพื่อสร้างภาพหรือฉุดกระแสสภาวะตลาดหุ้นให้มีความเคลื่อนไหวเพื่อสร้างภาพที่ดีต่อนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นของกลุ่มชินที่มีข่าวว่าจะขาย

–==[ ผลกระทบจากการขายหุ้น ]==–

[1]  ภาวะเงินฝืดของประเทศอย่างกระทันหัน

ในการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นเมืองไทยนั้นจะต้องมีการซื้อขายด้วยเงินสกุลบาท ดังนั้นเมื่อมีทุนต่างชาติเข้ามาซื้อขายนั้น………………………

–==[ ทำไมต้องขาย ]==–

 1. 3G

  เป็นที่รู้กันว่าปีนี้จะเป็นปีที่บริษัทยักษ์ใหญ่มือถือแทบทุกเจ้าเริ่มทำการติดตั้งโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G กันแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง AIS, HUTCH, CAT+TOT(ThaiMobile) กันบ้างแล้ว รวมถึงเสือนิ่งอย่าง DTAC สาเหตุที่ทำให้ Operator ทุกเจ้าต้องมาลุงทุนด้าน 3G หลักๆแล้วคือ Operator ทั่วโลกตอบ เป็นเสียงเดียวกันว่า ผลตอบแทนที่ได้จาก Non-Voice (Data) มากกว่า Voice และยิ่งมี Data มากขึ้นเท่าไร Speed ที่ที่ลูกค้าต้องจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และ ถ้า Speed มากขึ้น ผลก็คือ ด้วยเวลาที่เท่ากันจะสามารถส่งปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นและโอกาสการใช้งานที่ลูกค้าจะมาใช้ก็มากขึ้น ผลตอบแทนก็ยิ่งมากขึ้น ( ปัจจุบัน EDGE ตาม ทฤษฏีจะให้ speed ได้ถึง 385kbps แต่จริงๆก็แค่ 100 กว่าๆ แต่ 3G ทำให้ speed เพิ่มได้ถึง 2Mbps ใช้งานจริงน่าจะอยู่ในช่วง 500k-1 Mbps)

   การที่ 3G ใช้ง่านความถี่ 1900-2000MHz ส่งผลให้จำนวนของ Base Station ที่ต้องติดตั้งนั้นย่อมมากกว่า GSM ที่ใช้ 900และ 1800 อย่างแน่นอน  (เพราะยิ่ง freq มากอัตราการลดทอนสัญญาณจะมากขึ้น) ประกอบกับเทคโนโลยี 3G ที่ยังใหม่และแพง ทำให้การลงทุนจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนเงินที่มหาศาล  Operator ที่จะให้บริการ 3G ทุกรายจำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนทั้งเพื่อลงทุนและสำรองความเสี่ยง

 

  วิธีการที่ง่ายที่สุดและเร็วที่สุดคือ การขายหุ้นที่มีอยู่ออกไป แล้วถามว่าไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่าเหรอ คำตอบ มี แล้วทำไม?

  1.1 การกู้ 
   ที่ผ่านมาเกือบทุก case มักจะใช้ธนาคารต่างประเทศ ทำให้บริษัทจะต้องแบกรับภาระความเสี่ยงทั้งหมดไว้เองซึ่งปัจจัยที่กระทบมีตั้งแต่  ความเสี่ยงในการลงทุนและแข่งขันในตลาด ความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ(ค่าเงิน สงคราม การก่อการร้าย ความเน่าเฟะของ   Econ ของไทยจริงๆ) จากวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 ทำให้บริษัทมือถืออันดับ 1 ในสมัยนั้นคือ WorldPhone (DTAC) ต้องเสียอันดับให้แก่ AIS เนื่องด้วยสาเหตุนี้ (จริง AIS ก็กู้นะ แต่……ก็รู้ๆกันอยู่)

 

  1.2 การควบรวมกันเอง 

   วิธีนี้เป็นไปได้ยากในตลาดที่แข่งขันสูงในไทย อาจจะมีเพียง Hutch เจ้าเดียวที่จะอาจจะโดนซื้อ เพราะอยู่ในสถาวะย่ำแย่ สิ่งที่ทำให้  Hutch อาจจะโดนซื้อโดย AIS, DTAC มี 2 ประการคือ Hutch เป็น 1 ใน 2 เจ้าที่ถือ license คลื่นความถี่ช่วง 1900-2000 MHz ซึ่งเป็นความถี่ที่มีสิทธิ์ให้บริการ 3G ได้ และตัว Hutch เองอยู่ในสภาวะขาดทุนอย่างหนักซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาวะหนี้ อย่างไรก็ดีไอ้สภาวะหนี้ที่มีอยู่ตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่ ทำให้ทุกเจ้ากำลังช่างน้ำหนักอยู่ว่าจะวิธีไหนจะคุ้มกว่ากันระหว่างซื้อ Hutch กับ ซื้อ License ใหม่จากกทช
   การควบรวมกันเองจะส่งผลดีต่อบริษัทที่รวมด้วยในแง่ของความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายในการแข่งขันที่น้อยลง
   จริงๆ อย่างที่มีผลวิจัยเมื่อต้นปี 48 เคยออกมาว่า Operator รายใดมีส่วนแบ่งทางการตลาดต่ำกว่า 15% จะยากต่อการแข่งขันและผลสุดท้ายคือ ต้องถูกยุบรวมหรือไม่ก็ล้มไป ซึ่งในตอนนั้นประมาณว่า AIS 55% DTAC 27% Orange 13% ที่เหลือคือ 5% ที่Thaimobile และ  Hutch แบ่งกัน แต่ ThaiMobile ตายไม่ได้เพราะ…. รู้กันอยู่

 

  1.3 การขายหุ้น
   เพราะว่าวิธีการนี้ให้ Operator เสี่ยงน้อยที่สุด
  เงินทุนที่ใช้ในการลงทุนด้าน 3G มีหลักๆ คือ
  1. ค่าโครงข่าย  
  2. Base Station
  3. ค่า License ของคลื่นความถี่
   ในต่างประเทศ เช่น UK ค่า License แพงกว่าค่าโครงข่ายและ BaseStation รวมกันเสียอีก
   

 2. เวลาเหมาะสม
 3. การเมือง
 4. กทช
 5. การเปิดเสรีทางการค้า

 

ขายแล้วดียังไง
ทำไมต้อง SingTel , ทำไมไม่ China Telecom

Thailand Telecommunications 2006
=======================

Topics
1. Case Study : การซื้อ / ควบรวม / ขายหุ้น
 1.1 Telenor ซื้อ Ucom และ DTAC
 1.2 TRUE ซื้อ KSC และ UBC
 1.3 SAMART ขายหุ้น i-mobile และ Cambodia Samart Telecom
2. เดือดพล่าน ISP ปี 49 : TRUE+KSC [vs] ADC+CSLox [vs] TOT แล้วเจ้าอื่นจะเหลืออะไรกิน ?
3. iPSTAR, WiMAX ใครจะอยู่ใครจะไป?
4. ลงทุน 3G ในไทยคิดดีแล้วเหรอ
5. VoIP License … CAT,TOT,TRUE = ตาย?
6. Internet Gateway License : ADSL Inter 2 Mbps ใกล้แค่เอื้อม!!!
7. เปิดเสรี 49 : ไทยสูญพันธุ์

BIG-3 CHART
===========================

Mobile Phone  : AIS + SingTel/China Telecom  [VS] Telenor’s DTAC  [VS] TRUE + Orange
Broadband Net (WireLine)  : ADC + CSLox    [VS] Telenor+UIH+UBT  [VS] TRUE + TRUE’s KSC
Broadband Net (Wireless) : ShinSat    [VS] –   [VS] TRUE
TV/Content   : ADC’s Buddy Broadband   [VS] –   [VS] UBC
Media   : ITV    [VS] –   [VS] UBC

 
3 Comments

Posted by on January 4, 2006 in News & Articles