RSS

Monthly Archives: June 2011

CHIP Thailand (copyright-infringedly) cloned Blognone articles

ขณะนี้เวลาตี 2.52 (GMT -5) ซึ่งมันควรเป็นเวลานอนปกติของคนทั่วไปได้แล้ว

แต่บังเอิญ ผมดันไปติดลมอ่านบทความของ @markpeak เรื่อง สามก๊กไอที ระหว่าง Google / Apple / Microsoft และก็ไปสะดุดตากับ comment ของคุณ kraivit ที่เป็นแค่ link ไปยัง website ของ CHIP Thailand แต่นั่นก็พอที่จะทำให้เรื่องมันร้อนได้ เพราะนิตยสารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนิตยสาร IT ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย คัดลอกบทความจาก Blognone กันโต้งๆชนิดตัวอักษรต่อตัวอักษร ก็คิดดูว่าขนาดความเห็นส่วนตัวของ @markpeak ยังเอาไปใส่เลย … แต่นี่ไม่ใช่แค่ article ที่โดนคัดลอก เพราะข่าวโดนส่วนใหญ่ในหน้า news ของ CHIP Thailand ล้วนแต่ copy & paste มาจาก Blognone เกือบทั้งหมด รวมถึงข่าวหลายชิ้นของ @arjin ซึ่งเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทผมคนหนึ่งแปลด้วย

ปัญหามันจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้า CHIP Thailand ให้เครดิตกลับมายัง Blognone เนื่องจากทางเวบไซต์ประกาศใช้ลิขสิทธิ์ประเภท Creative Common 3.0 ชนิด BY ซึ่งเป็นแบบใจดีสุด คือให้ คัดลอก, แก้ไข, เผยแพร่ และใช้ในทางธุรกิจได้ ภายใต้เงื่อนไขเดียวคือ ให้เครดิตกลับมาเท่านั้น ดังนั้นในกรณีนี้ CHIP Thailand ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์เต็มประตู

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องลักษณะนี้ แต่ถือว่าเป็นครั้งร้ายแรงในความรู้สึกผม เพราะ CHIP Thailand คือนิตยสารที่ผมติดตามซื้อและอ่านทุกฉบับ ตั้งแต่ฉบับแรกสุดที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2544 จนถึงฉบับกลางปีที่แล้ว กลับมีพฤติกรรมในลักษณะนี้

ในฐานะ contributor คนหนึ่งที่เขียนข่าวลงใน BN เนี่ย การแปลและเรียบเรียงข่าวจากเวบไซต์ต่างประเทศนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันกินเวลาและแรงงานของคนเขียนข่าวนั้นๆ ผมแปลข่าวหนึ่งใช้เวลาประมาณ 20 นาที กว่าจะเรียบเรียงให้เป็นภาษาคนอ่านรู้เรื่องอีก ทั้งหมดก็รวมๆกันเกือบชั่วโมงต่อข่าว แต่ การ copy & paste นั้นกินเวลาอย่างมากสุดก็แค่ ลากแถบสี กับ กด Ctrl+C และ Ctrl+V

ล่าสุด หลังจากเก็บหลักฐานทั้งหมดมา ก็พบว่าข่าวใหม่ก็ยัง copy & paste เช่นเดิม แต่คราวนี้มีการ add ที่มาพร้อม link ของ Blognone ไว้ท้ายข่าว …. แต่ส่วนหัวด้านบนก็ยังเป็น “Written by กองบรรณาธิการ” เช่นเดิม … ทั้งที่มันไม่ใช่ อย่างไรก็ดีข่าวเก่าๆที่ไปคัดลอกจาก Blognone มา ณ ตอน blog นี่ ก็ยังไม่เห็นปรากฏ การแก้ไขในส่วนของ credit เลย

หากเรื่องราวในครั้งนี้เกิดต้องจบลงเป็นคดีความจริงๆ ผมก็ได้แต่หวังว่า คำชี้แจงคงไม่ใช่ “เป็นฝีมือของเด็กฝึกงาน” นะครับ

Update: July 1, 2011:

เรื่องนี้เหมือนจะจบด้วยดี (อย่างน้ำขุ่นๆ?) เมื่อมีบุคคลอ้างว่าเป็นทีมงานของ CHIP Thailand ออกมายอมรับว่าผิดพลาดจากการดึง RSS feed จาก Blognone ทำให้ไม่มี link ที่มาของ Blognone ตลอดจนไม่มีเครดิตผู้เขียนข่าว … เหตุผลเป็นจริงและฟังดูดีครับ … แต่ไม่ substantiate เท่าไร (อารมณ์ประมาณโจทย์ Argument Writing ของ GRE เลย) โดยเฉพาะภาพประกอบที่ใส่มาในข่าวส่วนที่ CHIP ใส่ประกอบในข่าว ไม่ใช่ภาพที่ถูก feed มาจาก BN แต่เป็นภาพที่ใส่ประกอบในข่าวเองอย่าง manually และ ถ้าเป็นจริงอย่างที่ว่า …. ทำไมถึง ไม่ manually ใส่ ที่มาข่าวด้วยล่ะครับ? และถ้าท่าน iPats และท่านอื่นๆ ไม่ระดม post comment ในหน้าข่าวต่างๆของ CHIP กล่าวทำนองไม่รู้สึกอายบ้างเหรอที่ copy คนอื่นมา รวมถึงที่ mk แจ้งไป… ทีมงานของ CHIP จะยอมแก้ไขจริงๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าคิดครับ คงไม่มีใครรู้ดีมากกว่าทีมงานเองครับ แต่ผมว่าเป็นเรื่องกังวลนะครับ ว่าสื่อใหญ่ๆในบ้านเรายังมีปัญหากับการ citation…. บางทีอาจจะเป็นเรื่องเราเข้าใจผิดกันไปเองก็ได้มั้ง บางทีทีมงานอาจจะ code ระบบหาภาพแบบอัจฉริยะมาใส่ให้เกี่ยวข้องกับข่าวหรือแม้แต่ไปดึงภาพจากข่าว Blognone ข้างๆที่เนื้อหาไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย มาใส่ในข่าวนั้นๆได้จริงๆก็เป็นได้ และคงเป็น code ที่เก่งมากที่เลือกจะประหยัดพลังงานการทำงานของ server ให้ดึง feed และ post ข่าวได้ในช่วงเวลากลางวันอย่างเดียว เพราะรู้ว่าส่วนใหญ่ตอนกลางคืนคนจะนอนหลับและคงไม่ได้อ่านข่าวกัน สุดยอดครับ ขอปรบมือให้

อย่างไรก็ดีตอนนี้ข่าวหลายข่าวใน CHIP เองก็มีการอ้างอิงกลับมายัง BN แล้ว มีชื่อผู้เขียนข่าว และเริ่มมีการเขียนข่าวด้วยตัวเองแล้วด้วย ยังไงก็….. หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับทุกฝ่ายนะครับ … และทุกอย่างย่อมมีความผิดพลาดครั้งแรกกันได้เป็นเรื่องธรรมดา

ฝากไว้อีกเรื่องในการเขียนงานเขียนทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นแค่ article หรือ research paper ก็ตาม professor ผม ที่นี้ สอนว่า หากคุณไม่มั่นใจว่าจะมีปัญหาภายหลังหรือไม่ … จง citation ไว้ก่อน… เพราะใส่ไปเกินๆ ดีกว่าขาดและวุ่นวายภายหลัง

Note:

  • CHIP is one of the most popular IT magazines originated in Germany.
  • CHIP Thailand is a franchised magazine locally operated by VBT Communications Co.Ltd. in Thailand.
  • Case Brief: CHIP Thailand violated “Creative Common 3.0 – BY” copyright by duplicating Blognone articles without referral. This blog is intended to explicitly display evidences of this illegal action shown in the capture screens above.
 
1 Comment

Posted by on June 30, 2011 in Business, Misc

 

แนะนำหนังสือสอบ GRE และ ที่เรียน GRE

[Update : Dec 16, 2011: ข้อสอบ GRE เพิ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปีนี้ ทั้งคะแนนและเนื้อหาสอบ … เพราะฉะนั้นข้อมูลข่างล่างนี้อาจจะไม่ applied กับ GRE ระบบใหม่นะครับ ผมยึดเอาตามที่เคยสอบเมื่อปี 2008]

[Update: Aug 5, 2011 — ถ้ามีไรคิดได้จะทยอยอัพเดตแล้วกัน]

ผมสังเกตมานานแล้วว่า ทุกครั้งที่มีการ google คำว่า “ข้อสอบ GRE” มันจะโผล่มา blog ผมเป็นที่แรกๆไม่ว่าจะ .com หรือ .co.th ก็ตาม ผมเห็น traffic นี้ตั้งแต่ก่อนที่จะโดน relocate จาก Windows Live Space มาที่นี่เสียอีก ก็แปลกดีนะทั้งที่ การสอบ GRE เป็นอะไรที่ general พอคล้ายๆกับ TOEFL กับ GMAT และผมก็ลง blog ไว้แค่ครั้งเดียวตั้งแต่ 3 ปีก่อน จริงๆตอนนั้น ผมเขียน blog คราวนั้น แค่เป็นช่องทางหนึ่งในการแชร์กับเพื่อนที่สอบ GRE ด้วยกันภายในกลุ่ม เลยไม่ได้ลงข้อมูลอะไรไปเลยนอกจากเรื่องโพยข้อสอบ และไม่คิดด้วยว่า Google จะพยายามขุดตามมาเจอด้วยซ้ำ  จาก blog อันก่อนนั้น มีทั้งเมล์ ทั้งโพส ทั้งเอ็ม ทั้งเมล์มาถามผม เรื่องข้อสอบ GRE เวบโพยข้อสอบบ้าง เรื่องเรียนต่อบ้าง บางคนก็เขียนมาขอ material ไหนๆก็ไหนๆ ผมถือโอกาสทำประโยชน์จาก result ทำเป็น FAQ ไปเลยแล้วกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆบ้างอ่ะนะ อย่างไรก็ดี ผมถือว่านี่เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะ ใครจะเอาไปใช้หรือไม่ใช้ก็แล้วแต่ ผมไม่รับประกันผลละกัน แต่มันเวิร์กสำหรับผมแค่นั้นเป็นพอ

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ GRE

:: คะแนน GRE เท่าไรถึงจะดี

ผมไม่รู้สมัยนี้ข้อสอบมันเปลี่ยนไปยัง ผมยึดจากสมัยผมที่สอบไว้ตอนปี 2008 แล้วกัน

  • Quantitative : เด็กไทย ไม่ควรได้ต่ำกว่า 750 และควรเป็นอย่างยิ่งที่จะเต็ม 800
  • Verbal : ควรจะ 450 ขึ้นไป
  • Writing : ควรจะ 4 ขึ้นไป

มีคนเคยบอกว่า ควรจะได้ Quan+ Verbal รวมกัน 1200-1300 ขึ้นไป ผมก็ไม่มีคะแนนการคัดเลือกอยู่ในมือ ดังนั้นตอบไม่ได้เท่าไรกันแน่ที่ควรได้ แต่ เพื่อนคนจีนที่ผมรู้จักหลายคนได้ 800/800 กันเกร่อ ไม่รู้มันทำได้ไง ผมท่องศัพท์แทบตายได้เกิน 400 แทบจะร้องไห้น้ำตาไหลแล้ว

:: เรียน GRE ที่ไหนดี

ไม่รู้ครับ ผมเรียนมาที่เดียวคือ ที่ Kaplan ถามว่าดีไหม สำหรับผมคิดว่าก็โอเคมั้ง แต่มันขึ้นอยู่กับดวงคุณจริงๆ ว่าจะได้เรียนกับอาจารย์คนไหน เพราะส่วนใหญ่จะไม่ใช่อาจารย์ประจำ ที่เห็นเยอะๆก็มักจะเป็น นักเรียนทุน กพ หรือ คนที่จบนอกมา มีงานประจำอยู่แล้ว มารับ job สอนซะมากกว่า ดังนั้น ดวงล้วนๆ ทางที่ดี คือถามเพื่อนหรือคนรู้จักที่เรียนก่อนที่คุณจะไปเรียนไม่นานจะดีกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกคือ เรียนไปก็เท่านั้น เพราะท้ายสุดคุณก็ต้องท่องศัพท์และทำโจทย์เองอยู่ดี Verbal ไม่ค่อยได้อะไรมากหรอก พอได้ guideline ส่วน Quantitative ก็ math ระดับ ม.3 ไม่ต้องไปเรียนก็ได้ ดังนั้น 2 part นี้ เรียนไปอาจจะไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไปก็ได้ อ่อ แต่สิ่งที่ผมได้จาก Kaplan คือ material กองใหญ่ๆ ที่มีประโยชน์พอควร กับ เพื่อนร่วมชะตากรรมรอบนั้นที่ปัจจุบันก็ยังติดต่อกันอยู่

สิ่งที่จะแนะนำได้คือ part Writing คือ จริงๆ จุดประสงค์ที่ต้องไปหาที่เรียนเพิ่มตอนนั้น ลากไปถึงตอนที่ผมเตรียมสอบ TOEFL CBT โดยไปเรียนที่สงวน อาจารย์แกสอนดีหมดทุก part ยกเว้น part เดียวที่ไม่ได้อะไรจากแกเลยคือ part writing ก็เลย ต้องไปหา course เรียนเพิ่มที่  BB&C ซึ่งไปลง course Advanced Writing ผมว่าผมได้อะไรจาก course นี้เยอะนะเพราะ รู้สึกได้ทั้ง material ทั้งโดนบังคับฝึกเขียนเดียวนั้น ประกอบกับการที่ไม่ได้อะไรจากสงวนเลย ก็เลยค่อนข้างรู้สึกดี และ ยิ่งพอมาลงคอร์ส GRE ที่ Kaplan ดันเจออาจารย์สอน writing ที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้อะไรมากนัก เลยรู้สึกว่าโชคดีแล้วล่ะที่ลงเรียนไป ถ้าใครคิดว่าอยากฝึกเขียน writing ไปลง course ของ BB&C ได้ครับ อ่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอาจจะ bias ไปนิดคือ จริงๆข้อดีที่ผมได้จากสงวนจากคอร์ส TOEFL CBT คราวนั้นคือ เรื่องของ Grammar และ Structure ที่อาจารย์แกปูให้แน่นมากซึ่งก็ส่งผลดีในการเขียน writing ด้วย

:: หนังสือเล่มไหนควรอ่าน

1. Verbal

– ทั่วๆไป

  • The Ultimate Guide of GRE Exam for Thai Students : 2007 Edition ของพี่นาว ธวิน เอี่ยมปรีดี
    • เล่มนี้ ผมถือว่าเป็นหนังสือ GRE ภาษาไทยที่ดีที่สุดในตลาด เพราะ รวมเทคนิคจากหนังสือของทุกค่าย มาอยู่ในเล่มเดียว คือ แทบไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งอ่านของแต่ละค่ายเลย อ่านเล่มเดียวได้หมด หนังสือเล่มนี้เหมาะเป็นหนังสืออ่านมากกว่าหนังสือทำแบบฝึกหัด เพราะโจทย์มีให้มาน้อยไปนิด
    • ราคาเล่มละ 325 บาท มีขายที่ Se-ed ส่วนจะยังมีขายหรือเปล่า ผมตอบไม่ได้ครับ เพราะมันพิมพ์มานานแล้ว
    • http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?No=9789749467251
  • Princeton’s Review : Verbal Workout
    • ข้อดีของเล่มนี้คือ เน้นเฉพาะส่วนของ Verbal ตัวอย่างโจทย์ให้ฝึกทำมี bridge ที่ค่อนข้างตรงและดี เล่มนี้ช่วยผมได้เยอะเหมือนกันในส่วนของ
    • ราคาจำไม่ได้ครับ แต่เคยซื้อเล่มนี้ได้ที่ Kinokuniya ที่ Paragon ได้ถูกกว่าที่อื่น
    • http://www.amazon.com/Verbal-Workout-Graduate-School-Preparation/dp/0375428216/ref=dp_ob_title_bk
  • ETS GRE Big Book
    • อันนี้เป็นหนังสือที่รวมรวมโจทย์ 27 ชุดได้ เป็นหนังสือสุดยอดในตำนาน พิมพ์มาน่าจะซัก 10 ปีก่อนได้แล้ว ข้อดีของเล่มนี้คือเป็นหนังสือที่รวมรวมโจทย์จากข้อสอบเก่า GRE ของ ETS พวก bridge  ต่างๆ ที่ใช้ปัจจุบันจะมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย ข่าวร้ายคือ มันพิมพ์มานานแล้วไม่ขาย แต่ ETS ออกหนังสือ เล่มคล้ายๆกันโดยเอา Big Book มาหั่นเหลือแค่ครึ่งเดียว แล้วมาพิมพ์ขายแทน (ผมจำชื่อไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร) แต่มีข่าวดีกว่า คือ มีคนเวียดนาม(มั้ง) ทำการ scan หนังสือ Big Book เป็น PDF แล้วแจกกันใน net ผมไม่ได้แนะนำให้ละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ 🙂 แต่คุณสามารถหาเล่มนี้เจอ โดย Google ด้วย keyword คำว่า “GRE Big Book scanned by huy” ดู
    • http://www.amazon.com/GRE-Practicing-Take-General-Test/dp/0446396001/ref=sr_1_1?s=books&ie=UTF8&qid=1310362667&sr=1-1

3 เล่มนี้ ผมถือว่าเป็น a must สำหรับผม แล้วกัน ส่วนใครจะยึดตาม Barron’s, Kaplan หรือ Princeton’s Review นั่นก็แล้วแต่  ตอนผมสอบผมอาศัยอ่านหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นหลัก ผมมี Barron’s GRE, Kaplan ทั้งหนังสือ ที่พิมพ์ขาย และ หนังสือที่มาพร้อมกับที่ผมเป็นเรียนมา

อ่อ แต่…. นอกเหนือจากของพี่นาว ผมไม่แนะนำหนังสือภาษาไทยค่ายไหนนะครับ ผมยึดตามที่ตีพิมพ์ก่อนปี 2008 ละกัน พูดตามตรงครับ มันห่วย! อีกอย่างถ้าคุณคิดว่าจะฝึก GRE เนี่ย ข้อสอบมันก็เป็นภาษาอังกฤษ แล้วคุณจะไปอ่านหนังสือภาษาไทยทำไมกันล่ะ ถ้าคุณไม่จะอ่านเพื่อเอาเทคนิคทำโจทย์

– Vocab

อันนี้ ผมท่องหลายแหล่งมาก ว่ากันตามตรงจำนวนศัพท์ที่ผมท่องคราวนั้นน่าจะอยู่ระดับ 2-3 พันคำ หลักๆที่ท่องคือ

  • แผ่นศัพท์ของ Kaplan
    • ตอนที่ไปเรียน Kaplan เขาแจกตัว flash card มาให้เป็นศัพท์อยู่ชุดหนึ่ง
  • ศัพท์ในหนังสือ Barron’s GRE
    • ท่องไปเยอะเหมือนกันน่าจะ 40-50% ได้มั้ง แต่เสร็จแล้วก็จำๆไม่ค่อยได้เท่าไร 555
  • ศัพท์สรุปของ Barron’s และ Big Book ที่โหลดมาจากใน net
  • Princeton’s Review – Word Smart I
    • จริงๆหนังสือเล่มนี้ มีเพื่อนผม 2 คนแนะนำให้ท่องศัพท์จากในนี้ จริงๆเป็นหนังสือที่ดีนะ แต่เนื่องจากตอนสอบผมไม่มีเวลา เลยไม่ได้ท่องจากในเล่มนี้มาก อ่านแค่คร่าวๆ

2. Quantitative

ผมไม่มีหนังสือเล่มหลักในการอ่านนะ เน้นทำโจทย์อย่างเดียว ตอนนั้นฝึกทำโจทย์ของ Barron’s GRE, material ที่ได้มาจาก Kaplan, หนังสือของพี่นาว, หนังสือของ Kaplan และ Princeton ของ GRE ที่ขายในท้องตลาดอ่ะ และก็ Arco’s (เป็นไฟล์ PDF) แต่อยากเตือนว่าหนังสือของ Barron เนี่ย เฉลยผิดเยอะมาก ระวังๆหน่อยแล้วกัน

อ่อ สิ่งที่ควรท่องก็คือพวกสูตรคณิตศาสตร์ต่างๆตอนม.3 เช่น เรื่องพวกแยกตัวประกอบ หารร่วมมาก หารร่วมน้อย สูตรหาพื้นที่ เศษในการหาร ลำดับและอนุกรม …ที่เหลือก็จะลองลุยๆทำโจทย์แล้วกัน ผมเชื่อว่าเด็กไทยน่าจะได้เกิน 750 ทุกคน เพียงแต่ต้องอาศัยความรอบคอบและไวนิดหนึ่ง โจทย์มันไม่ยาก แต่บางทีมันจะมีหลอกๆเหมือนกัน

3. Writing

ผมทบทวนเอาใน material ของ BB&C คอร์ส Advanced Writing ครับ แล้วก็นั่งฝึกๆเขียนจากหัวข้อโจทย์จริงเอา จริงๆ มันมีหนังสือเล่มหนึ่งที่รวมเฉลยของทุก essay ของ GRE ไว้เลย จะไปท่องดูแนวทางก็ได้ ตัวหนังสือชื่อว่า Arco GRE CAT Answers to Real Essay Questions แต่ตัวที่ผมมีอยู่เป็น pdf

:: จะยัดศัพท์ใส่สมองยังไงดี

มันมีหลายเทคนิคที่ใช้กันมาก แต่อันนี้เป็นเทคนิคที่ผมใช้

  • ผมใช้วิธีวิธีท่องเป็นอนุกรม เช่น ท่องวันล่ะ 50 คำ ท่อง 1-50, 1-100, 1-150, 1-200 สะสมไปเรื่อยๆ
  • เทคนิคท่องแบบ skim ตัวอักษร เช่น 50 คำมีหมวด Ax2, Bx2, Cx2 … ไม่ใช่ท่องหมวด A ล่อทั้ง 50 คำ
  • ท่องตัวอักษรใหญ่ และตัวอักษรเล็ก สมมติคำว่า camouflage ก็ท่องทั้ง camouflage, CAMOUFLAGE แม้ว่ามันจะเหมือนกัน แต่สายตาคนเราเวลาแยกมันจะเห็นไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะบางครั้งการท่องศัพท์แบบ bridge หรือ การทำข้อสอบ bridging ที่บางครั้งเราใช้ความรู้สึกของคำเป็นหลัก
  • ท่อง synonym และ antonym ไปด้วยเลยทีเดียว
  • พอรู้สึกว่าท่องไปจนครบก้อนหนึ่งแล้ว ก็เขียนศัพท์ทั้งหมดลง Flash Card แล้ว random ท่องทวนเอาอีกรอบ

:: Talking Dict / CyberDict

ไม่ ได้บอกว่าคุณจะต้องซื้อมาใช้ แต่ ผมแนะนำว่าควรจะมี จะเป็นยี่ห้อ Talking Dict หรือ Besta Cyberdict ก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆตัวควรจะเป็นรุ่นที่มี dict ที่เป็น Eng-Eng ในระดับ Advanced Learner ขึ้นไป อาจจะเป็น Oxford, Longman หรือ American Heritage ก็ได้แต่ ถ้าผมให้แนะนำ ผมเลือกของ Oxford และรองมาคือ Longman เพราะโดยส่วนตัวคิดว่า AH มันแปลศัพท์เป็นศัพท์ แล้วบางทีมันหงุดหงิดที่เปิด dict แล้ว ไม่ได้เข้าใจในศัพท์เพิ่มขึ้นเลย

สาเหตุ ที่แนะนำให้ซื้อพวก dict พวกนี้เพราะ dict โดยทั่วไปมันจะไม่มีศัพท์ GRE หลายตัว และการพก dict ที่เป็นกระดาษไปไหนมาไหน ไม่สนุกแหน่ๆ เพราะผมเชื่อว่าหลายคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการท่องศัพท์ตอนเดินทางเป็นหลัก อีกอย่างของ talking dict มันจะประหยัดเวลาในการเปิด dict ด้วย

ถ้า ถามว่าถ้างั้นลง/ซื้อ app dict ที่ว่าลงใน iPhone / Android ดีกว่าไหม ก็แล้วแต่ครับ แต่ผมว่ามันไม่ค่อย effective เท่าไร อย่างน้อยผมคิดว่ามันค่อนข้างจะผลาญ batt มือถือไปหน่อยอ่ะครับ

:: GREBible ไม่ใช่พระเจ้า

ถ้าไปนั่งอ่านตามเวบบอร์ด จะมีหลายคนแนะนำให้ไปทำโจทย์ของ GREBible หรือใช้ software ตัวนี้ช่วยในการท่องศัพท์ ผมว่าการอ่านหนังสือทุกชนิดเป็นสิ่งที่ดีครับ รวมทั้ง software ตัวนี้ด้วย แต่ผมว่ามันเป็นการเปลืองแรงไปสักนิด เพราะ GREBible มันรวมศัพท์ชนิดหินมากและบางที bridge มันก็ไม่ได้สมเหตุสมผลสักเท่าไร ถ้ามีเวลาก็ลองไปทำเล่นๆดูก็ได้ไม่เสียหลาย สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตัวนี้ถูกกล่าวถึงมากเพราะ โปรแกรมมันเขียนโดยคนอินเดียและคนที่สอบ GRE ได้สูงๆก็มักจะเป็นไม่อินเดียก็จีนด้วย ดังนั้นเลยมีหลายคนถามหา software ตัวนี้กันมาก ทั้งตัว setup และ password

ผมใบ้ให้นิดหนึ่งว่าถ้าคุณได้ไฟล์ติดตั้งตัวเก่ามา (เพราะตัวใหม่รู้สึกว่าจะกันแล้ว) แต่ไม่รู้จะหารหัสมาเปิดได้ไง ให้นึกอยู่ 3 อย่างคือ text editor, array 2 มิติ และ โปรแกรมนี้มันเขียนด้วย Visual Basic ไว้ ผมบอกได้แค่นี้ครับ ที่เหลือจัดการกันเองนะครับ

:: จะหา material จากไหนดี

สิ่งหนึ่งที่จะต้องเข้าใจ การศึกษาคือการลงทุนครับ เราลงทุนวันนี้ เพื่อนอนาคตที่ดีกว่าในวันหน้า ดังนั้น บางครั้งเราก็ต้องจ่ายเงินซื้อหาหนังสือ ลงคอร์สเรียนเอาเอง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจจะยืมหนังสือ เอกสารอื่นๆจากเพื่อนๆ มาใช้ก็แล้วแต่

ผมไม่สนับสนุนให้เอะอะอะไร ก็จะโหลดบิต, search และ โหลดจากใน 4shared, rapidshare, mediafire หรือ hosting ทั้งหลาย มันเป็นความนิสัยเสียของเราๆท่านๆ ที่ต้องการของฟรี ของถูก …………. แต่ สิ่งที่แลกมาถือ การที่เรามองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในมือ อะไรที่ได้มาง่ายๆ เราก็เสียไปง่ายๆ เรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่ามันเท่าไร … การที่เราเสียเงิน มันสร้างให้เราเกิดแรงฮึด และแรงกระตุ้นให้เราทำให้ดีที่สุด เพราะจ่ายเงินแพงๆไปแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด

แต่ บางครั้ง บาง material เราก็ยากที่จะมีโอกาสเข้าถึงได้ ทำเราเสียเปรียบคนอื่นอยู่เหมือนกัน สิ่งที่ผมจะบอกคือ ผมทิ้งวิธีการหาของ ใน net ไว้ให้ ส่วนคุณจะใช้ ไม่ใช้ ก็ใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลพิจารณาเองครับ

สมัยที่ผมสอบนั้นเวบบิต ยังมีคนปล่อยของ GRE กันน้อย และส่วนใหญ่เป็น material ที่เก่าและล้าสมัย ทุกอย่าง ผมมักจะ google เอง หาของโดยใช้ keyword ประกอบการหาดังนี้

1. แหล่งรวม link

Material ส่วนใหญ่มักจะมีคนทำแจกไว้ตาม webboard ต่างๆ รวมถึง blog ดังนั้น keyword สำคัญๆ จะเป็น blogspot, yahoo360, bloggang, wordpress หรือแม้แต่คำว่า blog

2. Hosting Server

เนื่องจากไฟล์ส่วนใหญ่มักจะฝากของไว้ใน host อย่าง rapidshare และที่อื่นๆ ดังนั้น keyword กลุ่มนี้ จะเป็นพวก rapidshare, megaupload, mediafire, 4shared, fileserve, hotfiles, filesonic

3. File Type

  • Compressed and Grouped File: rar, zip
  • CD Image FIle: iso, mdf, mds, ccd,
  • Document Files: pdf, doc, xls

4. Part

ไฟล์ใหญ่ๆโดยเฉพาะ CD Image หรือ VDO มักจะถูก split เป็นไฟล์ย่อยๆอยู่แล้ว เหตุผลเนื่องขนาดของไฟล์ที่เวบฝากไฟล์จะอนุญาตและเพื่อความง่ายในการ upload ดังนั้น keyword ของ parameter นี้จะเป็น เช่น part1, part01

ตัวอย่าง

                Google: arco gre rar part1 rapidshare

หรือ บางเวบ อย่าง 4shared เองก็มี feature ให้หาไฟล์ได้ก็จะช่วยทุ่นแรงไปได้เยอะเหมือนกัน หรือ เวบทีรวบรวม link ของ ไฟล์อย่าง filestube.com


:: โพยข้อสอบ GRE ในเวบ GoHackers

ประเด็นนี้ผมเคย blog ตั้งแต่ 4 ปีก่อน ลองเข้าไปอ่านเองแล้วกันครับ โพยข้อสอบ GRE สำหรับ Dec 2006 ถึงที่มา และอื่นๆ คร่าวๆคือ มันมีเวบบอร์ดของเด็กเกาหลีที่ใช้คุยและแชร์ข้อสอบกันในแต่ละเดือน ที่ชือว่า Gohackers สมัยนั้นจะคนเอาไฟล์ word/excel มา edit ต่อๆกัน ทำให้ได้โพยข้อสอบในแต่ละเดือนออกมา http://www.gohackers.com ผมบอกได้ไม่ได้ว่าโพยมันใช้ได้ผลหรือไม่ ตอนผมสอบ GRE รอบที่ 2 มันตรงไปเยอะมาก แต่ พอสอบรอบสุดท้าย คือ รอบที่ 3 มันไม่ตรงเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเสี่ยงกันเอาเองครับ ผมถือว่ามันเป็น plus นอกเหนือจากความพยายามในการท่องศัพท์และฝึกทำโจทย์ของคุณเองแล้วกัน ส่วนใครแปลเกาหลีไม่ออกก็ใช้ Google Translate โลดครับ

…. สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่าน โชคดีในการสอบแล้วกัน ….

…. มีไรอยากถาม ก็ทิ้ง comment กับ e-mail ไว้ ถ้าตอบหรือแนะนำได้จะช่วยตอบครับ …..

Acknowledgment

ผมขอออกตัวก่อนเลยว่า คะแนนสอบ GRE ผมไม่ได้ดีเลย ระดับกลางๆเท่ากับชาวบ้านทั่วๆไป เผลอๆจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ ผมสอบ GRE ทั้งหมด 3 ครั้ง กว่าจะได้คะแนนที่พอใช้สมัคร U ได้ ในระดับ 400 ปลายๆสำหรับ Verbal และ 700 ปลายๆสำหรับ Quan พอได้มาแค่นี้ผมก็พอใจแล้ว อีกอย่างตอนนั้นไม่มีเวลาเหลือแล้วด้วย ก็เลยจัดการยื่นสมัคร ด้วยคะแนนนี้กับ iBT ที่ไม่ถึง 100 และเกรดจบไม่ถึง 3 แต่ก็โชคดีที่ UPenn รับ ซึ่งผมเรียนโทอยู่ในขณะนี้  ถือว่าเป็นความโชคดีที่มีไอ้ X Cornell กับ น้องเบญ Harvard บอกข้อมูลต่างๆให้ โดยเฉพาะน้องเบญที่ให้ข้อมูลผมเยอะมากรวมถึง material เรื่อง SoP และอื่นๆ ทำให้ผมผ่านวิกฤตรอบนั้นมาได้ ต้องยกเครดิตให้ 2 คนนี้จริงๆ อีกคนที่ขาดไม่ได้คือ พี่นาว ที่เขียนหนังสือ GRE ภาษาไทยที่ผมถือว่าดีที่สุดในไทยตอนนั้นในสายตาผม (และยังช่วยสละเวลามาช่วยตรวจ SoP ให้ผมเมื่อ 3 ปีก่อนด้วย -_-” ขอบคุณค้าบบ)

ต้องขอบคุณ พี่ตั้ม พี่แอน พี่อ๊อด พี่เพ็ญ พี่เบญ และเพื่อนๆทั้งหลายที่ในคลาส Kaplan คราวนั้นที่ร่วมชะตามาด้วยกัน บางคนก็บรรลุเป้าหมายมาเรียนและจบที่เมกา บางคนถอนตัว บางคนเปลี่ยนใจหนีไปเรียนที UK แต่ท้ายสุดก็มีช่วงเวลาที่ดีด้วยกันที่ผ่านมาครับ

Creative Commons License
Creative Commons Attributions 3.0
(c) 2011 – Titiworn C.

 
4 Comments

Posted by on June 27, 2011 in Exam & Score