RSS

Monthly Archives: July 2011

HP Laserjet Network Printer : Cold Reset & Firmware Update

เมื่อวานนี้ มี user แจ้งปัญหาว่ามีปัญหาในการ print ไฟล์ PDF กับ HP Laserjet 9050dn ซึ่งเป็น network printer เครื่องหนึ่งในแผนก หลังจากพิมพ์แล้วเจอปัญหาพิมพ์ได้หน้าแรกๆแล้วมีข้อความ error หมายเลข 49.60FF เนื่องจาก user ไม่ได้บอกว่ามันเป็นปัญหาบน Mac หรือ PC ก็เลยเดาทางได้ลำบากหน่อย แต่โชคดีที่หัวหน้าเก่าบอกว่าเคยเจอปัญหานี้กับ printer เครื่องอื่นๆ และบอกว่าให้ลอง update firmware ดู ผมก็เลย google เพื่อความชัวร์และพบว่าปัญหานี้พบมากกับ Mac user เมื่อสั่งพิมพ์ PDF โดยตรง และตัว firmware ตัวล่าสุด คือ 20110406 08.200.5 มันก็มีเขียน release note เรื่องแก้ bug เกี่ยวกับการพิมพ์ PDF เหมือนกัน (“Issues or PDF errors may be seen when direct printing PDF files”) ก็คงเริ่มไล่แก้จากจุดนี้ก่อนแล้วกัน เอาวะ up firmware ก็ได้ พอเข้าหน้า management ของ printer เท่านั้นแหล่ะ ก็เจอปัญหาขึ้นต่อไป คือ password ทำไมมัน log in ไม่ได้ฟะ ทำไงดีๆ เอาวะ reset แมร่งเลยแล้วกัน แต่ยังไงล่ะหว่าก็ google ตามเคย โชคยังเข้าข้างที่มีคน post เรื่องการ cold reset ของ printer รุ่นนี้ไว้พอดี ดีเลย ไม่ต้องเสียแรงหา

จากประสบการณ์ที่เล่นกับ laser printer ของ HP มาก็หลายรุ่นอยู่ ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรคล้ายๆกันมาก โดยเฉพาะรุ่นที่มี LCD และปุ่มกดหน้าเครื่อง มันมีความคล้ายเรื่องการวางปุ่มและเมนูข้างใน ดังนั้น ผมว่าการ cold reset ข้างล่างนี้ก็ “น่าจะ”สามารถใช้ได้กับทุกรุ่นที่มีแผง LCD หน้าเครื่องและปุ่มกดที่คล้ายๆกัน แต่รุ่นที่ใช้ได้แน่ๆคือ HP Laserjet 9050dn อ่ะนะ

Cold Reset

  1. ปิดเครื่อง แล้วก็เปิดเครื่องใหม่
  2. รอจนกว่าตรงหน้าจอจะเริ่มนับ memory
  3. กดปุ่มเครื่องหมายถูกค้างไว้จนกว่าไฟทั้ง 3 ดวงตรงแผง control จะสว่างค้าง 3 ดวง แล้วค่อยปล่อย
  4. กดปุ่มขึ้นลงจนกว่าจะเจอหัวข้อ COLD RESET
  5. กดปุ่มเครื่องหมายถูกเพื่อเริ่มขั้นตอน
  6. รอจนกว่าเครื่องจะบูตเสร็จ และปรากฏ READY

Ref: http://h30499.www3.hp.com/t5/Printers-LaserJet/laserjet-9050-cold-reset/td-p/796435

Firmware Update (FTP Command Line)

ด้วยความขี้เกียจ เกรียน และโง่นิดหน่อยที่ลืมอ่านไปว่ามัน up firmware ผ่านหน้า web ได้  เพราะตอนแรกเห็นมันยาวมาก และเหลือบไปเห็นว่ามัน up ผ่าน FTP ได้ เอาวิธีแล้วกัน พอ up เสร็จถึงได้รู้ว่าโง่ไปนิด เพราะมัน up ผ่าน web ได้ – -” แต่ถ้าจะ up ผ่าน ftp ก็ตามนี้

  1. ถ้า Windows ก็เข้าไปที่ command prompt ใช้คำสั่ง ftp ไปที่ ip printer, ถ้า Mac/Linux ก็ใช้ Terminal เอา
  2. ถ้าเพิ่ง cold reset กด enter ผ่านตรง username กับ password ไปเลย ถ้ามีอยู่ก็ใส่มันซะ
  3. ใช้คำสั่ง bin เพื่อตั้งให้เป็น binary transfer mode
  4. put c:\firmware_folder\firmware_filename.rfu เพื่อ upload ไฟล์ firmware จะนามสกุล .rfu
    1. อาจจะใช้ lcd c:\firmware_folder กับ mput *.rfu ก็ได้ถ้าขี้เกียจพิมพ์ แล้วค่อยเลือกไฟล์เอา
    2. จริงๆผมลืมใช้ hash ใช้ไว้ก็ดีจะได้เห็นความเคลื่อนไหว
  5. ระหว่างนี้ก็รอจนกว่ามันจะ upload เสร็จ ถ้าหันไปมองตรงหน้าจอ printer มันจะขึ้น Process Upgrading
  6. สักพัก ตรงหน้าจอ ftp จะขึ้นว่า 226-Processing job เรื่อยๆ และ พบ transfer จบมันก็ขึ้นว่า 226 Transfer Complete นั่นก็เป็นอันเสร็จ เสร็จแล้วก็สั่ง bye เพื่อออกจาก ftp
  7. อ่อ ถ้าไม่อยากอะไรมากก็ไปใช้ ftp program ก็ได้อย่าง FileZilla แต่เนื่องจากผมขี้เกียจก็เอา cmd กันสดๆเนี่ยละ ตอนนั่ง upgrade f/w เนี่ย ลุ้นเหมือนกันนว่าจะ fail ป่าว เพราะดันใช้ laptop ต่อ wireless ซึ่งเสี่ยงต่อการหลุดอย่างมากๆๆ โดยเฉพาะ WLAN ของที่นี่ที่มักจะหลุดได้ตลอดเวลาอย่างไร้สาเหตุ

Advertisements
 
Leave a comment

Posted by on July 21, 2011 in Computer

 

Application icons in Windows incorrectly displays as system default icons, not its real ones

ปัญหาคราวนี้คือ ไอคอนโปรแกรมหาย !!! ลบ link ก็แล้ว เปลี่ยน icon กลับไปกลับมาก็แล้ว ท้ายสุด icon ของ program ก็กลายเป็น default application ของ windows ไป ทั้งๆที่พอจะเข้าไปเปลี่ยนรูปของ icon มันก็แสดงผลรูปให้เราเลือกได้อย่างถูกต้อง พอ google ถึงได้รู้ว่าไฟล์ที่ใช้เก็บรูป icon เพื่อเป็น cache ไว้ของ windows มันมีปัญหา ทางแก้ก็คือลบมันซะ

หลักๆคือ ลบไอ้ IconCachce.db ที่มันเสีย ที่อยู่ใน profile (C:\Users\[[[ชื่อ user]]]\AppData\Local\) เรานั่นแหละ แล้วให้ตัว system สร้างมันใหม่อีกรอบ แต่ปัญหาคือมันถูกใช้งานตลอดเวลาโดย explorer และมันก็ hidden ไว้ ก็เลยต้อง kill process, unattribute, ลบไฟล์ และก็ run ตัว Explorer กลับมา ก็แค่นั้น ส่วนวิธีการละเอียดๆก็ข้างล่างนี้อ่ะนะ ไป copy มาจาก Microsoft

System : Windows 7 – 64 bit

Rebuilding the Icon Cache Database:

1.  Close all folder windows that are currently open.
2.  Launch Task Manager using the CTRL+SHIFT+ESC key sequence, or by running taskmgr.exe.
3.  In the Process tab, right-click on the Explorer.exe process and select End Process.
4.  Click the End process button when asked for confirmation.
5.  From the File menu of Task Manager, select New Task (Run…)
6.  Type CMD.EXE, and click OK
7.  In the Command Prompt window, type the commands one by one and press ENTER after each

command:
CD /d %userprofile%\AppData\Local
DEL IconCache.db /a
EXIT

8.  In Task Manager, click File, select New Task (Run…)
9.  Type EXPLORER.EXE, and click OK.

Ref : http://answers.microsoft.com/en-us/windows/forum/windows_7-desktop/icons-missing-their-specialized-image/3f1f7108-2984-4071-afd8-5bec9cceda38

 
Leave a comment

Posted by on July 20, 2011 in Computer

 

Think twice before upgrade to Thunderbird 5

Thunderbird should be something simple, fast, clear and effective. These are reasons why I switched from bulky Outlook to slimy and sleeky Thunderbird. After Mozilla took the Thunderbird project back to the center, I thought it would have been great like how Firefox 4/5 was improved from 3.x.  Hours ago, I just upgraded from my 3.1.11 to 5. All I can say is WTF! Tap relocation and closed-tap restoration feature are great. But its UI on Windows 7 is horrible! The menu and toolbar background is Aero-transparent. Icon colors are insipid. This makes my life more difficult even just differentiate what icons are at a glance. Tap relocation cannot be temporarily disabled when don’t need it. No cool at all, man. No cool.

Used for 10 minutes and found no way to customize to the way I want, I downgraded mine back to 3.1.11. And feel gooooood with the old cleaner version.


For you guys who wanna update Thunderbird, please be aware of the peak CPU usage around 50-60% during it is restarting after downloading new version via “Check for Update”. I’m not sure if it is a bug or a problem with the upgrade process or not, I found that the upgrader required me to restart the app. So I followed its steps. Thunderbird seemed shut down but it was not. I tried to run Thunderbird again but it reported that the other one was still running. Thunderbird process was still consuming my CPU and slowed down my computer for a long time. I had no way but ended the process in Task Manager. Then I run it again. It started upgrade and everything was fine.

One more thing to switch back and forth between 3.1.11 and 5 required you nothing apart from only running its version installer. That’s it. You don’t have to anything.

==================================================================================

Update: Aug 17, 2011

I found very useful Thunderbird add-on called “NoGlass” (https://addons.mozilla.org/en-us/thunderbird/addon/noglass/). I think it could be my solution for the Thunderbird 5/6 problem, as it can disable AeroGlass Transparency as well as able to change icon colors.

 
Leave a comment

Posted by on July 14, 2011 in Computer

 

(draft) Google+ : Your privacy is still under your control, really?

Update: Aug 12, 2011

อาทิตย์ที่แล้ว Google เปิดสงครามเต็มตัวกับ Facebook ด้วย social network ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Google+ แต่บางคนอาจไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Google ประกาศรบกับ fb ผมว่าหลายคนน่าจะรู้ว่า Google เหลวไม่เป็นท่ากับ Orkut, Wave หรือแม้แต่ Buzz โดยเฉพาะตัวหลังสุดที่ต้องไปจบลงที่ศาลเมื่อปีก่อน เหตุเพราะทำข้อมูลส่วนบุคคลรั่ว …. อย่างจงใจ?!?!

สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็น fb, g+, twitter หรือ social network ตัวไหน ความจงใจในรักษาข้อมูลส่วนบุคคล หรือ privacy ผมถือว่า ผมวัดจากจาก default setting ของมันว่า มันกำหนดมาตั้งแต่แรกเป็นยังไง ถ้ามาถึงก็เปิดหมด ก็คงส่อเจตนาตั้งแต่ต้นแล้ว อย่าลืมว่าเมื่อคุณ contribute ลง net แล้วไม่ว่าจะในวงในก็แล้วแต่ จงพึงระลึกว่ามันไม่ใช่ข้อมูลของคุณอีกต่อไป ดังนั้น Think before you post สำหรับใน case ของ Buzz นั้น Google อ้างในชั้นศาลว่ามีให้ set แล้ว แต่ผู้ใช้ไม่ set เอง จะว่าไปโทษผู้ใช้อย่างเราๆท่านๆมันก็ไม่ค่อยจะถูกเท่าไร เพราะ default คุณจงใจเป็นอย่างนั้น แถมจะเข้าไปแก้ทีตามต้องการ มันไม่ได้จบง่ายๆเพียงแค่ 2-3 ขั้น

ล่าสุด Google สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Google+ ชนิดที่ถ้าคุณเดินไปถามใครสักคนในแผนก IT ที่ทำงานคุณ ก็คงน่าได้คำตอบประมาณว่า มันคือ facebook ที่ไม่ใช่ facebook และไม่ได้ code โดยทีมของท่านศาสดาเล็ก Mark Zuckerburg แต่เป็น Sergey Brin กับ Larry Page ต่างหาก

Google+ ใช้นโยบายการทดสอบระบบแบบเดียวกับ Gmail และ Wave นั่นคือ จะสมัครได้ต้องมี invite เท่านั้น แต่ทว่าระบบ inivite มีโผล่มาให้ใช้งานได้แค่ 2 วันแรก หลังจากนั้นก็ใช้ trick add ๆ กันเอา อย่างว่าครับ อะไรที่มีน้อยๆ แล้วคนแย่งๆกัน มักจะดังและเป็นข่าวตลอด เทคนิคเห็นผลได้ตลอด ตัวอย่างใกล้ตัวก็อุปกรณ์ทุกชิ้นของท่านศาสดานั่นแหละ เปิดตัวทีไร จะผลิติให้ปริมาณมากพอก็ไม่ได้ ต้องกั้กให้ขาดตลอด อย่างว่าครับว่า viral marketing + social networking เป็นการตลาดราคาถูกที่ได้ผลโดยส่วนใหญ่ ถ้าของมันไม่กากส์เกิน

กลับมาประเด็นเรื่อง privacy ผมทดสอบ Google+ ด้วยวินาทีแลกตั้งแต่ตอนสมัครที่บอกว่า Google+ จะบังคับให้เราเชื่อมต่อ เข้ากับ Picasa และชื่อที่ใช้ใน Google+ จะไปเปลี่ยนชื่อของทุก service ที่เราสมัครด้วย e-mail นี้ ถ้าไม่ยอมรับก็สมัครไม่ได้ ถามว่าเป็นเรื่องดีไหม ในแง่ของเจ้าของระบบอย่าง Google ย่อมได้ประโยชน์ คือ ลดความซ้ำซ้อนของระบบ ในการใช้งานของผู้ใช้งานก็ดี คือเป็น Integrated system ทุกอย่างสามารถ access ถึงกันได้สะดวกและง่าย ….. แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นครับ…

เพราะ privacy setting ของ Google+ มันสร้างไว้หลวมมาก ค่า setting ที่ดูเหมือนจะดีมีเพียงแค่ set เพื่อกัน search profile จริงๆ แต่มันก็ไม่ได้กันอะไรมาก เพราะถ้าคุณได้ url ตรงๆของ user มาตรงๆ คุณก็เข้าไปดูได้อยู่ดี นั่นหมายถึง user จะต้องระมัดระวังทุกครั้งที่จะแชร์ข้อมูลออกไป และความแตกต่างกัน privacy ของแต่ละ service คุณจะต้องไป set ในแต่ละ service เอาเอง เช่น picasa, buzz แต่ไอ้หน้า profile ของ G+ มันดันรวม link ทุกอย่างให้คนทั่วไปสามารถจิ้ม access ได้หมด โดยที่คุณไม่ต้องไปนั่งเข้าขุดว่า user คนเดียวกันนี้ใช้ service อะไรของ Google บ้าง บางคนที่ไม่แคร์อะไรมากอาจจะโอเค แต่บางที บางคนที่เขาเปิด service ไว้ในแต่ละที่ ไม่ต้องการให้มัน link ถึงกันได้ เพราะแต่ละ service อาจจะใช้ในแต่ละที่แต่ละโอกาส อย่างของผม ผมใช้ e-mail ติดต่องาน ใช้ picasa share รูปกับเพื่อนใน account เดียวกัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่ต้องมากังวลว่าคนอื่นจะเข้ามาดูรูปได้ แต่ตอนนี้อาจจะไม่แล้ว

ดังนั้น ทางออก คือ ผมต้องไปนั่งสร้าง G account อีกตัวเพื่ใช้งาน G+ โดยเฉพาะ ทั้งที่ตอนนี้ก็แยกออกมาอยู่แล้ว และก็ต้องแยกไปอีกที เพื่อกันการหลุดของข้อมูลบางตัวที่คุณใช้อยู่ปัจจุบัน และไม่รู้ว่า Google จะ evil เอาข้อมูลไหนคุณมาปล่อยอีก ก็ได้แต่นั่งเซ็งเป็ดล่ะ

G+ มีหลักการทำงานคล้ายๆกับ Twitter คือ มี following และ follower ซึ่งใน twitter คุณสามารถที่เปิดเป็น public คือใครก็ตามสามารถ follow คุณ (มาเป็น follower ของคุณ) ก็ได้ ส่วนคุณจะ follow กลับ (following) หรือไม่ ก็อีกเรื่อง  และถ้าเป็น private หรือ protected tweet ก็แค่ต้องได้ request และ approve กลับ ดูๆแล้วก็แฟร์ๆดี ……….. แต่ G+ ต่างจากนั้นคือ มันให้ใครก็ได้ add ตัวคุณเข้าไปใน circle ของเขา พูดง่ายๆว่า ใครก็ได้สามารถลากคุณไป follow ใครก็ได้ เหมือนว่าเจ้าตัวคนนั้นอนุญาตให้คุณเห็นข้อความเขาได้ ถ้ามองผิวเผินก็มัน make sense นะ แต่ลองมองดีๆ สมมติว่ามีสักตัวทำตัวเป็น spammer ลากใครที่ไม่รู้จักเขาไป follow มันหมด ข้อความ spam ก็คงได้เต็ม timeline คุณแน่ๆ ทางแก้คือคุณก็ไป block มันซะ …. แต่แล้วทำไมกูจะต้องมาเจอปัญหานี้ด้วยฟะ เหมือนว่าโดนบังคับให้ไปตาม follow ใครก็ได้ที่มา add อ่ะนะ มันดูเหมือนกลับกับ twitter มาก แถมมันไม่ให้มี set ด้วยว่าใครจะเข้ามา add เราเข้าไปใน circle เขาต้องได้รับการ approve ก่อน

แต่ทว่า….

Google ประกาศใน blog ของตัวเองว่า ถ้า user ยังคงตั้งค่า privacy ว่าไม่ให้สามารถหน้า profile ของตัวเองถูกค้นหาได้ หลังจากสิ้นเดือนนี้ Google จะทำการลบ service G+ ของคุณทิ้งทันที ในความเห็นส่วนตัว หาก Google เล่นไม้แข็งอย่างนี้ตั้งแต่ต้น ผมว่าพื้นที่่ market share ของ fb ก็ยังคงอยู่กับ fb ต่อไป ไม่มี user คนไหนอยากให้ข้อมูลส่วนตัว รูปภาพ ข้อความที่โพส สามารถค้นหาได้หรอกครับ โดยเฉพาะคนเมกาที่มักจะค่อนข้าง sensitive มากกับ privacy ของตน  …. ณ ตอนนี้ Aug 12,11 … account ผมก็ยังไม่โดนลบ

Social Network คือ ระบบเปิด ถ้าไม่เปิด มันก็ไม่ใช่ social ….

โอเค เปลี่ยนจากเรื่อง privacy มาเรื่อง interface กันบ้าง ผมว่าผมไม่ชอบ G+ อยู่

  • Interface ที่มันดูโปร่ง โล่ง ที่กินเนื้อที่แสดงผลโคตรพ่อโคตรแม่
  • การจัดเพื่อนๆลง circle กินพื้นที่โคตร แล้ว ยังไม่ค่อย effective อีกด้วย โดยเฉพาะถ้าต้อง add เพื่อนคนหนึ่งเข้าไปใน circle หลายๆกลุ่ม เอาตัวอย่างง่ายๆ เพื่อนคนหนึ่งรู้จักตั้งแต่โรงเรียนม.ปลาย ห้องเดียวกัน เข้าเรียนมหาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน แต่คนละภาค ก็ลองคิดดูว่า เราต้องไปจับยัดไอ้หมอนี่ลง 4-5 circle ถ้าเป็นอย่าง fb มันเป็น list มาให้เลยที่คนๆนั้น กดทีเดียวติ๊กๆๆๆก็จบ กับ G+ คุณต้องมานั่งลากลง 4-5 ครั้งเนี่ย ลำบากไปนิดนะ (G+ เป็น circle-centric แต่ fb เป็น user-centric) ล่าสุดผมลองนั่งเล่น G+ กับ netbook 10″ เนี่ย กว่าจะลากเพื่อนๆ 30 กว่าคนลง circle ได้แทบสลบ
 
2 Comments

Posted by on July 13, 2011 in Computer

 

The Fourth of July

From now on ……

July 4th is not just the most important day for US people, but also Thai.

The same day …….. but possibly totally different in result.

 
Leave a comment

Posted by on July 4, 2011 in Uncategorized