RSS

Monthly Archives: December 2011

WTF!!! ATM Fee 10%

แทบช๊อค เมื่อศุกร์ที่ผ่านมาไปเที่ยว Boston ด้วยเหลือตังค์ติดกระเป๋าแค่ $30 ก็เลยต้องหาที่ถอนเงินสดเผื่อไว้ต้องใช้ แต่ดันไม่มีเวลาไปถอนวันก่อนหน้า เนื่องจากเพิ่งสอบเสร็จและมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย ถ้าจะว่าตรงๆเรียกว่าลืม คงไม่ผิด. – -” วันเดินทางเลยต้องไปถอนเอาที่สถานีรถไฟ 30th Station ซึ่งมันก็อยู่ใน Philadelphia และใกล้ Penn มากๆ ซึ่งตามความเข้าใจมันควรจะมี ATM แบงค์ที่ใช้อยู่คือ PNC แต่โชคร้ายมาก เพราะทุกตู้ในสถานีเป็นของ Well Fargo หมด ซึ่งเอาก็เอาวะ ยังไงมันก็ควรจะต้องถอน เนื่องจากตั้งแต่อยู่นี่มาปีกว่าๆ ไม่เคยต้องกดต่างธนาคารเลย เพื่อความแน่ใจเลยเข้าไป google ดูว่าค่าธรรมเนียมมันโอเคหรือเปล่า ชิท แม้แต่เวบของ PNC ก็ไม่มีบอก เจอแต่ข่าวที่บอกว่า PNC จะไม่ชดเชยค่าธรรมเนียมเบิก ATM ต่างธนาคารให้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ซึ่งก็พอเข้าใจว่าธนาคารทุกที่ก็พยายามคิดโน้นคิดนี่ทุกวิธีทาง และก็บังเอิญไปเจอเวบหนึ่งบอกว่าค่าธรรมเนียมอยู่ที่ $3-4  ซึ่งก็โอเควะ กดก็กด

เสียบบัตรเข้าไป สิ่งแรกที่ต้องทำกันคิดเช็คว่ายอดเหลือเท่าไร จะได้รู้ว่ามันติดต่อกับธนาคารเราได้ป่าว ดูเสร็จ ก็กำลังจะกดตังค์ $80 ออกมาใช้มันก็ขึ้นเตือนว่า Well Fargo จะ charge $3 สำหรับค่าธรรมเนียมนะ … อืม ดูแล้วก็กัดฟัน โอเคก็ยอมรับได้กดไป สรุปมันก็ print receipt มาให้ว่าทั้งหมดเป็น $80+$3 พอเข้าไปเปิด app ดูก็พบว่าเป็นงั้นจริงๆ

แต่…. เรื่องมันยังไม่จบ เพราะวันรุ่งขึ้น รู้สึกอะไรพิกลๆ เลยเข้าไปเช็คใน PNC app อีกที ……แทบจะกรี๊ด แมร่งขึ้นมาหักค่าธรรมเนียม ATM Balance Inquiry Fee $2.5 และ ATM Withdrawal Fee อีก $2.5 …. WTF !!!!!!!!!!!! เชี้ยกรูกดตังค์แค่ $80 โดนซัดไป $3+2.5+2.5 = $8 เท่ากับ 10% ของที่กด …. โดนไปทีเขาแทบงอก

ที่น่าเจ็บใจคือ แมร่งคิดทั้งต้นทางและปลายทาง บ้านเมืองกรูมันก็คิดกันแค่ปลายทาง หักแล้วหักเลย ไม่เคยเจอหักต้นทางอีก ก็เริ่มพอเข้าใจว่าทำไมคนจำนวนมากมายถึงหยุดงานไปประท้วง Occupy Wall St. กัน  เป็นบทเรียนราคาแพงจริงๆ

Advertisements
 
Leave a comment

Posted by on December 28, 2011 in Uncategorized

 

Interview for full-time at Morgan Stanley – Tech Analyst : Infrastructure Team

นี่เป็นบันทึกประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้สัมภาษณ์ตำแหน่งงานใน IB ชื่อดัง ที่สำนักงานใหญ่อยู่ใจกลางมหานครนิวยอร์ก ในใจก็คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าได้ทำงานที่นี่คงดีไม่น้อย อาจเป็นเพราะมันอยู่ใกล้ Philadelphia ด้วยและ ซึ่งมีทั้งพี่ๆเพื่อนๆอยู่กันเยอะ และไป NYC มาหลายรอบจนเริ่มรู้ที่รู้ทางบ้าง อีกอย่างเป็นเมืองใหญ่นั่นคือ หาซื้อของได้ทุกอย่าง การเดินทางก็สะดวก

First Round Interview : On-Campus (Penn) : Sep 27, 2011

ถ้าไม่นับการสัมภาษณ์ part-time ตำแหน่ง IT Support ของ Penn แล้ว การสัมภาษณ์กับ Morgan Stanley นับเป็นการสัมภาษณ์งานครั้งแรกใน US และที่สำคัญเป็นที่แรกที่ตอบรับให้เข้าสัมภาษณ์ด้วย

วันสัมภาษณ์ ผมก็ไปถึงก่อนเวลาประมาณเกือบ 20 นาที (ซึ่งห้องสัมภาษณ์เป็นห้องของ OCR Center ที่ทาง Penn Career Center มีไว้ให้บริการให้บริษัทต่างๆสามารถเข้ามาใช้เพื่อสัมภาษณ์เด็กของ Penn ได้) มาถึงอย่างแรกก็ไปเช็คชื่อตัวเองกับห้องที่จะต้องไปสัมภาษณ์บนแผ่นกระดาษที่ติดไว้บนบอร์ด บังเอิญมีนามบัตรของคนสัมภาษณ์ติดไว้ …อ้า หยิบมือถือมาถ่ายเก็บไว้เป็น reference พอเดินสัมภาษณ์เป็นอันตกใจเล็กน้อยเพราะไอ้คนๆที่รอๆนั่งห้องสัมภาษณ์ มันก็เพื่อนๆร่วม class กรูทั้งนั้นนี่หว่า ไอ้นั่นก็จำได้ว่าเคยทำงาน Nokia-Siemens Network ไอ้นั่นก็เคยทำงานบริษัท outsource ของ Cisco ที่จีน เป็นอันว่า เหมือนเลี้ยงรุ่นย่อมๆที่จะเกร็งๆเหมือนกัน เพราะเก้าอี้มันมีจำนวนจำกัดนะเฟ้ย พอถึงเวลา ประตูห้องเปิดออก พร้อมกับ candidate คนก่อนก็เดินออกมา … เชี้ยยย แมร่งเพื่อนกรูอีกแล้วนี่หว่า ไอ้นี่แมร่งได้ full-time offer ที่ UBS แล้วเพราะฝึกงานที่นั่น แมร่งยังจะมาสัมภาษณ์แย่งกับกรูอีก

โอเคๆ เดินเข้าห้องสัมภาษณ์ไปพร้อมด้วยหน้าตายิ้มแย้ม เริ่มทักทายคนสัมภาษณ์ แนะนำตัว แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามสเตปที่ควรจะเป็น คนสัมภาษณ์เป็นผู้หญิงซึ่งดูจากชื่อและหน้าตาน่าจะมีเชื้อแขกเหมือนกัน เจ้าตัวค่อนข้างชวนคุยเรื่อยๆ ก็มีการถามไปมาอย่างเช่น ให้แนะะนำตัว เคยทำงานที่ไหน จากที่ผ่านๆมามีโปรเจคที่ไหนหนักๆบ้าง แก้ปัญหายังไง แล้วพอเจ้าตัวเหลือบมาเห็นว่าเคยเป็น 3rd level support ที่ TR คราวนี้เลยชวนกันเมาท์ไม่หยุดเลย เพราะงานที่เจ้าตัวทำอยู่เกี่ยวข้องกับ support โดยตรงในระดับบริหาร พูดเกี่ยวกับเรื่องการ deal กับลูกค้าโหดๆต่างๆนาๆ แล้วก็พูดถึงเรื่องครั้งหนึ่งเคย investigate debug blue screen และ CRC error เนื่องจาก driver ของ network card ของเซิร์ฟเวอร์ยี่ห้อดังที่ TR ใช้อยู่ สรุปคือ พูดไป เล่าไป คุยๆไป นับเป็นประสบการณ์สัมภาษณ์ที่ดูดีมากๆๆๆๆ พอพูดเสร็จผมก็เริ่มนึกถึงคำถามที่จะต้องถาม (อันนี้สำคัญมากในการสัมภาษณ์ ถ้าเป็นไปได้ให้เตรียมคำถามใส่กระดาษแล้วถามเป็นข้อๆเลยจะทำให้คุณดูดีเพิ่มขึ้นแสดงถึงการเตรียมตัวและใส่ใจในการสัมภาษณ์มาเป็นอย่างดี และยังทำให้รู้ว่าอะไรที่เราจะต้องถามเพื่อเป็นข้อมูลเราเอง) กลายเป็นว่าถามไปคุยไปจนเลยเวลาไปเกือบ 20 นาที ก็เลยต้องรีบตัดบทสนทนา ท้ายสุดคนสัมภาษณ์ก็เปรยมาว่า นี่เป็นการสัมภาษณ์ที่ relax และรู้สึกดีที่สุดของวันนี้ เพราะเป็น non-coding interview เนื่องจาก background ผมไม่ใช่โปรแกรมเมอร์และไม่ได้เรียน com sci มา สรุปจบการสัมภาษณ์ไปด้วยรอยยิ้มเล็กๆในใจ ระหว่างเดินออกจากห้องสัมภาษณ์…. กรูได้ชัวร์

ผ่านเวลาไปเกือบ 2 อาทิตย์ นั่งรอ e-mail ทุกวันๆ ไม่มีข่าวมาสักที จะปฏิเสธ ก็ไม่ปฏิเสธ จะรับก็ไม่รับ จนแล้วจะรอดครบรอบ 3 อาทิตย์นับจากวันสัมภาษณ์เป๊ะก็มีเมล์ส่งมาบอกว่า ขอให้ใจเย็นตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ และอีกไม่กี่วันจะแจ้งผล เอ่อ… ให้รอนานจริง บังเอิญเจอเพื่อนที่สัมภาษณ์ด้วยกันในคลาสก็บอกเหมือนกันว่าเพิ่งได้รับเมล์นี้เหมือนกัน… และแล้ว 2 วันต่อมา Thunderbird ก็ส่งเสียงปิ๊งป่อง พร้อม balloon alert ที่ตรง task bar ว่า  “Morgan Stanely Assessment Center” – “Congratulations!”

Final Round Interview : NYC Office (750 7th Av) : Oct 26, 2011

จริงๆตอนสัมภาษณ์รอบแรกพอได้ยินมาแล้วล่ะว่า รอบถัดไปจะเล่นค่อนข้างโหดและหนักกว่ารอบแรก และมันก็หนักจริงๆ…

สัมภาษณ์รอบนี้ Morgan Stanley ส่งตั๋ว Amtrak ไปกลับ Philladelphia – New York มาให้มูลค่า $100 !!!! นับได้ว่าเป็นการไป New York ที่หรูหราที่สุดในชีวิต เพราะปกติจะนั่งไปแค่ Megabus ราคา $24 ซึ่งเวลาเดินทางจะแค่ชั่วโมงครึ่ง เร็วกว่า Megabus ตั้งครึ่งชั่วโมงหนึ่งล่ะ – -” ถ้าให้จ่ายเพิ่มกว่า $80 เองเพื่อเร็วขึ้น 30 นาที เป็นผมก็คงไม่เอาอ่ะ

การสัมภาษณ์ครั้งนี้ตาม schedule คือ ตั้งแต่ 12.30PM – 6PM และรถไฟก็ไปถึงประมาณ 11 โมงกว่าๆ มีเวลาอีก ชั่วโมงนิดๆ ไปนั่งเล่นที่ไหน และกินไรดี เนื่องจากไม่ค่อยสันทัดเรื่องสถานที่กินอาหารรีบๆเท่าไร คงไม่ต้องบอกว่าอาหารมื้อกลางวันวันนี้จะจบลงที่ … McDonald เพราะแมร่งลงตัวทั้งความรีบร้อน นั่งแช่ได้ แถมห่างจากตึกสัมภาษณ์แค่บล๊อกเดียว หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยก็เดินทางไปถึงหน้าตึก 12.15 เป๊ะ เพราะเขาบอกกำหนดว่าห้ามมาก่อนกว่า 15 นาที

ไปถึงที่สัมภาษณ์สรุปมาถึงเป็นคนแรก ก็ไปนั่งเล่นที่โซฟา เหลือไปเห็นห้องเชือดตัวเอง หลังห้องมีทั้งน้ำ ขนม นม เนย พร้อม สงสัยขุนก่อนแล้วเชือดนิ่มๆป่าวเนี่ย 555 ข้างในเห็นป้ายชื่อมี 5 คน ก็เลยชักเริ่มสงสัย… มันจะสัมภาษณ์ที 5 เลยเร๊อะ คือนี่กะว่าจะให้แย่งชิงกดปุ่มตอบเป็นเกมโชว์?

แต่แล้วความจริงก็เปิดเผยว่า process การสัมภาษณ์รอบนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

1. Introduction and Q&A

เป็นช่วงแนะนำบริษัท และแนะนำทีมว่ามีทีมไรบ้าง ลักษณะงานเป็นยังไง และก็พูดเรื่องการสัมภาษณ์ว่ามีขั้นตอนยังไง ซึ่งตอนนี้ทุกคนจะได้แฟ้มมีคนล่ะหนึ่งอัน ข้างในมีข้อมูลตารางสัมภาษณ์ รายละเอียดการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอื่นๆ และก็เปิดให้มีการถาม ซึ่งตอนนี้ก็วนๆกันถามกรรมการกันหมดทุกคน สรุปคือ กรูก็ต้องคิดคำถามไปถามด้วยสิ – -”

2. Group Activity

กรรมการให้โจทย์คำถามมาข้อหนึ่ง ไม่ใช่โจทย์เชิง technical อะไรเลย คำถามคือ ให้คุณออกแบบโครงข่ายของถนนในเมืองๆหนึ่งที่มีรูปเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส โดยมีส่วนของดาวน์ทาวน์อยู่ข้างใน ซึ่งในตอนเช้าจะมีคนเดินทางจากโดยๆรอบเข้าไปทำงานในดาวน์ทาวน์ และตอนเย็นก็จะเดินทางออกเพื่อกลับบ้าน ให้คุณออกแบบโครงข่ายที่จะลดปัญหาเรื่องจราจรติดขัด โดยจะต้องวาดภาพออกแบบ และ present หน้าห้อง

เนื่องจากในห้องมี candidate 5 คน (3 คนจาก Penn อีก 2 คนจาก CMU โดยเป็น 1 จีน 2 แขก 1 เมกัน และ 1 ไทย โดยเป็น ชาย 4 หญิง 1) เขาให้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มผมได้ 3 คน และอีกกลุ่ม 2 คน ตอนแรกเขาสั่งให้ทำแยกกลุ่มแล้วออกไป present หน้าห้องกัน พอหมดเวลา 10 นาที ยังไม่ทันได้ทำไรเลย โจทย์ใหม่บอกมาว่าให้รวมกลุ่มกันทำ แล้วทำตามแบบเดิมให้ discuss รวมแบบกัน และออกไป present หน้าห้อง ซึ่งคราวนี้ต้องก็ present กันจริงๆ

ในห้องมีคนของ MS อยู่ทั้งหมด 3 คน โดย 1 คนคือ coordinator อยู่หน้าห้อง อีก 2 คนเข้าใจว่าเป็นกรรมการนั่งหลบอยู่หลังๆห้อง และเปิดเผยตัวมาถามตอนจบ ซึ่งตอนระหว่างทำผมก็ต้องเคลียร์ข้อความบางอย่าง จะถามไปเจ้าหน้าที่เป็น coordinator ก็บอกว่าไม่ตอบ บอกให้ทำตามในคำสั่งในกระดาษ … ก็กูไม่เข้าใจที่มึงเขียนนี่หว่าก็เลยถามนะเฟ้ย ซึ่งตอนทำกิจกรรมกลุ่มเนี่ย ถ้าจะมองเรื่องข้อดีก็คือการทำงานเป็น teamwork ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรวัดกันเมื่อทำงานกันจริงๆ แต่ …จากประสบการณ์ที่เคยทำกิจกรรมกลุ่มตอนสมัครงานกับ TTCAP (Toyota) แถวๆบางนาเมื่อสัก 7 ปีก่อนเนี่ย ทำให้รู้ว่างานนี้ต้องแสดงออกอย่างมากๆ ถ้าจะพูดกันตรงๆก็คือเฟคๆกันนั่นแหละ ประมาณว่าต้องแสดงความเป็นผู้นำ แสดงความเห็นและพูดตลอดเวลา ต้องเถียงโน้นเถียงนี้ เพื่อให้กรรมการเห็นว่า participate แต่ว่าปัญหาคือ … ตอนที่ไปสัมภาษณํนั้นง่วงมาก เพราะคืนของวันก่อนเพิ่งนั่งปั่นการบ้าน 2 ตัว กับสอบควิซไปตัวหนึ่ง เบลอๆ ภาษาอังกฤษในการ discuss ไม่ค่อยแข็งแรงด้วย แถม candidate 3 คนใน 5 นี่แย่ง scene ตลอด …สรุปคือจะพูดก็ไม่ได้พูด ได้แค่รอให้มันพูดจบแล้วเสนอความเห็นแย้ง ตอน present ก็ทำได้แย่ๆ สรุปคือ ทำได้ไม่ดีเลย นั่งดูตัวเอง…เฟลมาก

3. Individual Interview

หลังจากได้พักเข้าน้ำ 10 นาที รอบนี้ถึงคราวเชือดของจริง จากที่ลองแอบๆมองรายการสัมภาษณ์ของคนอื่นๆในห้องแล้ว พบว่ามีกันอย่างน้อย 4-5 รอบสัมภาษณ์ แต่โชคที่ไม่ดีที่ในตำแหน่งที่ผมสมัครคือ Tech Analyst ในส่วนของ Infrastructure team นั้นได้สัมภาษณ์เพียงแค่ 2 รอบ นั่นคือ เข้าใจว่าจะมี 2 ทีมต้องการ recruit คนเข้าทีม ทำให้โอกาสที่จะได้ตำแหน่งก็จะน้อยกว่าชาวบ้านเขา ที่สำคัญกว่านั้นคือในบรรดา 5 คนเนี่ย ดันมีคนสัมภาษณ์ตำแหน่งเดียวกับผมอีกคน ซึ่งก็มาจาก Penn เช่นเดียวกัน แต่เจ้าตัวเรียนด้าน System Engineering ถ้าบ้านเราก็เรียกว่า IE หรือ Industrial Engineering อ่ะ

การสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นค่อนข้างกดดัน และดูเหมือนเป็นความโชคร้ายเหมือนกัน เพราะ การสัมภาษณ์ทั้งสองรอบ คนสัมภาษณ์มาจากทีม Database ทั้งคู่ ไม่มีใครมาจากสาย Networking เลย ก่อนหน้าสัมภาษณ์ทาง recruiter ไม่ได้บอกเลยว่าจะให้ไปสัมภาษณ์ในทีมไหน ด้านไหน บอกแค่เพียงว่า Infrastructure ทีมที่กว้างซะเหลือเกิน จริงๆก็เหมือนมองเข้าข้างตัวเองเหมือนกัน เพราะ ผมมาทางสาย Network, Hardware, OS, System, Security ซึ่งมันเรียกได้ว่าคลุมส่วน Infra เกือบหมดแล้ว … เหลือเพียงเรื่องเดียว Database ณ ตอนนี้ถือว่าเน่ามาก คือใช้เป็นอย่างเดียว และ…. มันก็เน่าจริงๆเมื่อโดนถามเข้าอย่างจัง

ตอนสัมภาษณ์เสร็จก็คิดอยู่แล้วว่าไม่น่าจะได้ เหตุผลคือ ……

  1. ตอนที่กรรมการทั้ง 2 คนถามเกี่ยวกับปัญหา DB โดนถามชนิดเจาะลึก แบบไม่สามารถตอบได้ เพราะเจ้าตัวเล่นถามคำสั่งกันตรงๆ  คือ ผมไม่ได้เรียนมาด้านนี้นะครับ
  2. โดยส่วนตัว จากความรู้สึกผมมองว่ากรรมการมองเพียงแค่ ตอบได้ กับตอบไม่ได้ มากกว่า process ของความคิดและการแก้ปัญหา โดยนิสัยส่วนตัวและเหมือนโดนปลูกฝังมาตั้งแต่เรียนวิศวะ คือ ถ้าผมเจอปัญหาที่ผมแก้ปัญหาตรงๆไม่ได้ ผมจะดันทุรังแก้ แต่จะใช้วิธีอ้อมโลกด้วยวิธีการอ้อมแบบต่างๆนานา แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะแก้ปัญหาได้ แต่เปลืองแรงงานแบบสุดๆ ผมมองว่า ตราบใดที่แก้ปัญหานั้นได้ เราไม่ควรมานั่งจำกัดว่าแก้แบบไหน ซึ่งเอาเป็นว่ากรณีนี้ผมไม่ win ใจกรรมการ
  3. โดยปกติเวลาสัมภาษณ์ผมมักจะถามคำถามกลับเยอะมาก แต่ดูเหมือนว่ากรรมการท่านที่สองจะพยายามปิดจบการสัมภาษณ์อย่างรวดเร็ว พอได้เซนส์ว่ากูไม่น่าได้ชัวร์

The Result ….

วันที่ Nov 11 มี e-mail ส่งมาด้วยหัวข้อ Thank you for your recent application to Morgan Stanley

Thank you for attending the Morgan Stanley Technology Assessment Center.
My colleagues very much enjoyed talking with you and learning more about your experiences and interests.

อ่านไปแค่นี้ปั้บ …… แทบจะไม่ต้องอ่านต่อเพราะ เมื่อไรที่ขึ้นคำพูดว่า Thank you และ Enjoy talking มันมักจะจบไม่ดีทุกครั้งไป แล้วมันก็ตามด้วยประโยคที่ว่า Unfortunately, we are unable to offer you a position at this time. จริงๆด้วย เพราะ ผมรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นสมัคร/สัมภาษณ์งานหรือแม้แต่สมัคร U นั้น…. มากันแบบ pattern เดียวกันเป๊ะ … เฮ้อ เศร้า

ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ วันที่รู้ผลก่อนหน้าได้รับอีเมล์ เพิ่งรู้ข่าวเศร้าที่ว่าน้ำท่วมเข้าบ้านที่กทม.ซัดไปครึ่งชั้น เฟอร์นิเจอร์เสียหายหมด เปียโนพังไปตัว และลุ้นว่าน้ำจะเข้ารถไหม …. สรุปเป็นโคตรจะ super bad day เลย

 
1 Comment

Posted by on December 13, 2011 in Uncategorized

 

Just got my new (refurbished) iPhone4 replacement due to many issues

วันนี้ได้ฤกษ์ที่จะเอา iPhone4 เจ้าปัญหาไปเปลี่ยนที่ Apple Store เสียที หลังจากดักดานใช้เครื่องเจ้าปัญหานี้มากว่า 3 เดือนครึ่ง ไม่รู้ทนใช้ไปได้ไง เครื่องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพิ่งซื้อเมื่อ Jan 1 และมันกำลังจะหมดประกันในวันที่ Dec 31 นี้ เลยต้องรีบเอาไปเปลี่ยน ทั้งที่มันก็ควรจะเปลี่ยนมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยไม่มีเวลาไปเปลี่ยนและต้องใช้งานมันทุกวันเลยทนๆกันไป ดีที่วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียน semester นี้ เลยจะเริ่มว่างเตรียม final ที่จะถึง ก็เลยเอาวะเปลี่ยนก็เปลี่ยน

เครื่องที่ใช้อยู่มีปัญหาอยู่ 3 อย่าง คือ

  1. ปุ่ม home เจ๊ง คือ ต้องใช้แรงกดมหาศาล ส่วนเรื่อง task manager นี่ไม่มีทางที่จะ double-press ได้ ต้องกดค้างอย่างเดียวถึงจะ access ได้
  2. ปุ่ม power ยุบ จริงๆมันก็ใช้งานได้นะ แค่รู้สึกว่ามันยุบๆ และไม่แน่นๆเหมือนเครื่องของคนอื่นๆ ซึ่งจากที่ถามๆเพื่อนๆมา มันมีแนวโน้มที่จะยุบลงอีกจนยุบค้างติดไปเลย ซึ่งเพื่อนมันเอาไปเปลี่ยนด้วยอาการนี้มาเหมือนกัน
  3. มอเตอร์เริ่มสั่นแผ่วลง เนื่องจากผมเป็นคนที่ต้องเช็คอีเมล์ทุกๆ 15 นาที และมีเมล์เข้ามาเยอะมากไม่ต่ำกว่า 50 เมล์ต่อวันสำหรับเมล์หลัก ส่วนเมล์รองๆก็รวมๆกันก็อีก 30 ได้ เข้ามาทีก็สั่นที มันเลยทำให้พังเร็วด้วยมั้ง

สรุปคือไม่รู้ปัญหามันเป็นจาก QC ของ Apple ที่โชคร้ายเจอเครื่องไม่ดี หรือ ใช้งานมันหนักไป หรือว่า นี่คือ คุณภาพของแอปเปิลจริงๆ

กลับมาเรื่อง technical บ้าง เครื่องผมไม่ใช่เครื่อง jailbreak หรือ เครื่อง unlock จริงๆความตั้งใจเดิมต้องการจะแหกคุกมันเหมือนกัน เพราะคิดว่ามันใช้งานได้ไม่คุ้ม และต้องการทำ wifi tethering ด้วย แต่เนื่องด้วยเป็นโทรศัพท์เครื่องหลัก และยังอยู่ในประกัน เลยไม่อยากจะทำอะไรมันมาก มีอะไรก็โบ้ยประกันเอา อีกอย่างตอนนี้คิดว่าใช้มันค่อนข้างเพียงพอแล้ว ถ้าให้ตั้งความคุ้มค่าเต็มสัก 100 นี่น่าจะใช้ไปแล้วสัก 90

จะว่าไปถึงแม้จะเชี่ยว windows แต่ตัว iPhone เนี่ยความรู้เรื่อง modify เครื่องแทบจะเป็น 0 จริงๆ ดังนั้นการเปลี่ยนเครื่องคราวนี้ดูจะเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับผม ได้แต่คิดว่าถ้ามันถอด mem มา ghost ได้เนี่ยมันจะดีมากๆ

Info Background:

  • iPhone 4 iOS 4.2.1 / Firmware 03.01.10 – Non-Jailbreak / Non-Unlock
  • iTunes 10.5.1.42 + Windows 7 – 64bit

คำถามยอดฮิต

  • Q: ถ้าเปลี่ยนเครื่องแล้ว แล้ว restore กลับมาจาก backup อะไรจะหายบ้าง อะไรจะอยู่บ้าง
  • A: จากที่เพิ่งทำมา เรียกได้ว่าทุกอย่างกลับมาครบไม่ว่าจะ SMS, Contacts, Note, Calendar, E-mail Settings (ยกเว้นต้องไปนั่งกรอก password ใหม่ทุกตัวและ sync กับ server ใหม่ คือมันไม่ backup เมล์มาให้ด้วยนะ ทั้งใช้เมล์ประเภท POP3 เนี่ยก็น่าเป็นห่วงเหมือนกัน) ส่วน app ที่ไม่มี account verification อย่างเช่น Whatsapp (แค่ต้อง verify เบอร์อีกรอบ), Textfree, Line ทั้ง message และอื่นๆกลับมาหมด (เว้นแต่ Whoshere ทีทุกอย่างหายหมด ต้องไปกรอกฟอร์มขอ merge account ใหม่)  ส่วน app ที่มี account อยู่ก็แค่ login ใหม่แค่นั้นเอง ดังนั้นเรียกได้ว่าเปลี่ยนเครื่องมาปั๊บก็ working seamlessly เลย  แต่ที่สังเกตมีของหายไปอยู่แน่ๆอันหนึ่งคือ password ของ Wifi ที่เคย set ให้มันจำไว้ หายเกลี้ยงหมดเลย
  • Q: ต้องทำอะไรก่อนบ้าง ที่จะเอาเครื่องไปเปลี่ยน
  • A: ผมทำหลายอย่างมาก ทำแบบว่าเผื่อทุกอย่างหายหมดจริงๆ ตั้งแต่ sync, backup, copy รูป, backup message ต่างๆ, จดค่า settings ทั้งของเครื่อง,เมล์,และโปรแกรม…… สรุปคือ เว่อร์เกิน  สิ่งที่ต้องทำจริงๆ มีแค่ sync กับ backup iTunes แค่นั้นเอง
  • Q: Sync ทำไง?
  • A: ก็แค่เสียบ iPhone มันก็ autosync อยู่แล้ว ถ้าจะ manual ก็กดเลือก iPhone ตรงแถบเมนูซ้าย แล้วกด sync ตรงด้านล่างหน้าจอหลัก
  • Q: Backup ทำไง?
  • A: ก็จากตรง iPhone ตรงเมนูด้านซ้ายก็คลิ๊กขวาแล้วเลือก Backup
  • Q: Restore ทุกอย่างไปลงเครื่องใหม่ยังไง?
  • A: พอได้เครื่องใหม่มาก็เสียบปั๊บ iTune มันก็ถาม Apple ID ก็กรอกๆของเดิมไป ต่อมามันก็จะให้เลือกว่าจะ add เครื่องใหม่ หรือ restore จากเครื่องเก่า (ซึ่งก็มีรายชื่อเครื่องมาให้เลือก) ก็เลือก restore จากชื่อเครื่องเดิมไป แค่นั้นก็จบ
  • Q: ขั้นตอน Restore มันมีอะไรบ้าง กินเวลานานแค่ไหน?
  • A: จากที่สังเกตุเครื่องผม มันเหมือนมี 4 ขั้นตอน คือ
    • 1. restore ตัว settings, รูปภาพ, อื่นๆ  (อันนี้ไม่รู้มันรวมถึง upgrade/downgrade iOS ด้วยหรือเปล่า เพราะเครื่องที่ได้มาเป็น 4.3.5 ตอนท้ายสุด ไม่แน่ใจว่ามันมาด้วย 5 ตอนแรกไหม เพราะขั้นตอนนี้กินเวลาเกือบ 10 นาที)
    • 2. boot เครื่อง
    • 3. installing apps
    • 4. restore music
  • ทั้งหมดทั้งสิ้นกินเวลาร่วม 20-25 นาที (สำหรับเครื่องผมที่ data ทั้งหมดประมาณ 11GB)
  • Q: เสร็จแล้วทำไงต่อบ้าง?
  • A: ก็
    • 1. นั่งกรอก e-mail password ใหม่ทุกอัน กับปล่อยให้มัน sync กับ mail server ไป
    • 2. บาง app ต้องการ verify ใหม่ เช่น Whatsapp
    • 3. ตรวจ check ดูรูป, sms, calendar, contacts, notes และอื่นๆ ว่ามันกลับมาครบ
    • 4. ถ้าทุกอย่างกลับมาครบถ้วนแล้ว …. อย่าลืม ลบข้อมูลในเครื่องเก่าทิ้งทั้งหมด เพราะมันมีข้อมูลส่วนตัวคุณทุกอย่าง ทั้งรูปและข้อมูล
  • Q: หลังเปลี่ยนประกันมันจะนับถึงเมื่อไร?
  • A: จริงๆตามหลักมันก็ควรจะนับต่อถึงวันสิ้นสุดของเครื่องเก่า คือ Dec 31, 2011 นะ แต่ผมเอาเครื่องใหม่ผมไป check ในเวบดู … มันไม่ใช่อะ มันหมดประกัน Dec 29, 2012 แทน  สรุปคือ ได้เพิ่มมาอีกปี 🙂 หวังว่าตัวเลขนี้มันคงไม่เปลี่ยนในวันถัดๆไปหน่า ตกลงมันเปลี่ยนกลับมาเป็น Dec 31, 2011 แล้ว T-T  (update: Dec 13 ,2011)

More Info:

  1. Apple Support Communities: entire backup of one iphone & restore to new iphone? : https://discussions.apple.com/thread/2579533?start=0&tstart=0
  2. iOS: How to back up: http://support.apple.com/kb/HT1766
  3. iPhone: Transferring information from your current iPhone to a new iPhone: http://support.apple.com/kb/HT2109
  4. iOS: Understanding ‘Erase All Content and Settings : http://support.apple.com/kb/HT2110
  5. Apple Device Warranty Check : https://selfsolve.apple.com/agreementWarrantyDynamic.do
 
Leave a comment

Posted by on December 8, 2011 in Uncategorized