RSS

Category Archives: Exam & Score

แนะนำหนังสือสอบ GRE และ ที่เรียน GRE

[Update : Dec 16, 2011: ข้อสอบ GRE เพิ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปีนี้ ทั้งคะแนนและเนื้อหาสอบ … เพราะฉะนั้นข้อมูลข่างล่างนี้อาจจะไม่ applied กับ GRE ระบบใหม่นะครับ ผมยึดเอาตามที่เคยสอบเมื่อปี 2008]

[Update: Aug 5, 2011 — ถ้ามีไรคิดได้จะทยอยอัพเดตแล้วกัน]

ผมสังเกตมานานแล้วว่า ทุกครั้งที่มีการ google คำว่า “ข้อสอบ GRE” มันจะโผล่มา blog ผมเป็นที่แรกๆไม่ว่าจะ .com หรือ .co.th ก็ตาม ผมเห็น traffic นี้ตั้งแต่ก่อนที่จะโดน relocate จาก Windows Live Space มาที่นี่เสียอีก ก็แปลกดีนะทั้งที่ การสอบ GRE เป็นอะไรที่ general พอคล้ายๆกับ TOEFL กับ GMAT และผมก็ลง blog ไว้แค่ครั้งเดียวตั้งแต่ 3 ปีก่อน จริงๆตอนนั้น ผมเขียน blog คราวนั้น แค่เป็นช่องทางหนึ่งในการแชร์กับเพื่อนที่สอบ GRE ด้วยกันภายในกลุ่ม เลยไม่ได้ลงข้อมูลอะไรไปเลยนอกจากเรื่องโพยข้อสอบ และไม่คิดด้วยว่า Google จะพยายามขุดตามมาเจอด้วยซ้ำ  จาก blog อันก่อนนั้น มีทั้งเมล์ ทั้งโพส ทั้งเอ็ม ทั้งเมล์มาถามผม เรื่องข้อสอบ GRE เวบโพยข้อสอบบ้าง เรื่องเรียนต่อบ้าง บางคนก็เขียนมาขอ material ไหนๆก็ไหนๆ ผมถือโอกาสทำประโยชน์จาก result ทำเป็น FAQ ไปเลยแล้วกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆบ้างอ่ะนะ อย่างไรก็ดี ผมถือว่านี่เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวของผมนะ ใครจะเอาไปใช้หรือไม่ใช้ก็แล้วแต่ ผมไม่รับประกันผลละกัน แต่มันเวิร์กสำหรับผมแค่นั้นเป็นพอ

คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ GRE

:: คะแนน GRE เท่าไรถึงจะดี

ผมไม่รู้สมัยนี้ข้อสอบมันเปลี่ยนไปยัง ผมยึดจากสมัยผมที่สอบไว้ตอนปี 2008 แล้วกัน

  • Quantitative : เด็กไทย ไม่ควรได้ต่ำกว่า 750 และควรเป็นอย่างยิ่งที่จะเต็ม 800
  • Verbal : ควรจะ 450 ขึ้นไป
  • Writing : ควรจะ 4 ขึ้นไป

มีคนเคยบอกว่า ควรจะได้ Quan+ Verbal รวมกัน 1200-1300 ขึ้นไป ผมก็ไม่มีคะแนนการคัดเลือกอยู่ในมือ ดังนั้นตอบไม่ได้เท่าไรกันแน่ที่ควรได้ แต่ เพื่อนคนจีนที่ผมรู้จักหลายคนได้ 800/800 กันเกร่อ ไม่รู้มันทำได้ไง ผมท่องศัพท์แทบตายได้เกิน 400 แทบจะร้องไห้น้ำตาไหลแล้ว

:: เรียน GRE ที่ไหนดี

ไม่รู้ครับ ผมเรียนมาที่เดียวคือ ที่ Kaplan ถามว่าดีไหม สำหรับผมคิดว่าก็โอเคมั้ง แต่มันขึ้นอยู่กับดวงคุณจริงๆ ว่าจะได้เรียนกับอาจารย์คนไหน เพราะส่วนใหญ่จะไม่ใช่อาจารย์ประจำ ที่เห็นเยอะๆก็มักจะเป็น นักเรียนทุน กพ หรือ คนที่จบนอกมา มีงานประจำอยู่แล้ว มารับ job สอนซะมากกว่า ดังนั้น ดวงล้วนๆ ทางที่ดี คือถามเพื่อนหรือคนรู้จักที่เรียนก่อนที่คุณจะไปเรียนไม่นานจะดีกว่า

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบอกคือ เรียนไปก็เท่านั้น เพราะท้ายสุดคุณก็ต้องท่องศัพท์และทำโจทย์เองอยู่ดี Verbal ไม่ค่อยได้อะไรมากหรอก พอได้ guideline ส่วน Quantitative ก็ math ระดับ ม.3 ไม่ต้องไปเรียนก็ได้ ดังนั้น 2 part นี้ เรียนไปอาจจะไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไปก็ได้ อ่อ แต่สิ่งที่ผมได้จาก Kaplan คือ material กองใหญ่ๆ ที่มีประโยชน์พอควร กับ เพื่อนร่วมชะตากรรมรอบนั้นที่ปัจจุบันก็ยังติดต่อกันอยู่

สิ่งที่จะแนะนำได้คือ part Writing คือ จริงๆ จุดประสงค์ที่ต้องไปหาที่เรียนเพิ่มตอนนั้น ลากไปถึงตอนที่ผมเตรียมสอบ TOEFL CBT โดยไปเรียนที่สงวน อาจารย์แกสอนดีหมดทุก part ยกเว้น part เดียวที่ไม่ได้อะไรจากแกเลยคือ part writing ก็เลย ต้องไปหา course เรียนเพิ่มที่  BB&C ซึ่งไปลง course Advanced Writing ผมว่าผมได้อะไรจาก course นี้เยอะนะเพราะ รู้สึกได้ทั้ง material ทั้งโดนบังคับฝึกเขียนเดียวนั้น ประกอบกับการที่ไม่ได้อะไรจากสงวนเลย ก็เลยค่อนข้างรู้สึกดี และ ยิ่งพอมาลงคอร์ส GRE ที่ Kaplan ดันเจออาจารย์สอน writing ที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้อะไรมากนัก เลยรู้สึกว่าโชคดีแล้วล่ะที่ลงเรียนไป ถ้าใครคิดว่าอยากฝึกเขียน writing ไปลง course ของ BB&C ได้ครับ อ่อ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอาจจะ bias ไปนิดคือ จริงๆข้อดีที่ผมได้จากสงวนจากคอร์ส TOEFL CBT คราวนั้นคือ เรื่องของ Grammar และ Structure ที่อาจารย์แกปูให้แน่นมากซึ่งก็ส่งผลดีในการเขียน writing ด้วย

:: หนังสือเล่มไหนควรอ่าน

1. Verbal

– ทั่วๆไป

  • The Ultimate Guide of GRE Exam for Thai Students : 2007 Edition ของพี่นาว ธวิน เอี่ยมปรีดี
    • เล่มนี้ ผมถือว่าเป็นหนังสือ GRE ภาษาไทยที่ดีที่สุดในตลาด เพราะ รวมเทคนิคจากหนังสือของทุกค่าย มาอยู่ในเล่มเดียว คือ แทบไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งอ่านของแต่ละค่ายเลย อ่านเล่มเดียวได้หมด หนังสือเล่มนี้เหมาะเป็นหนังสืออ่านมากกว่าหนังสือทำแบบฝึกหัด เพราะโจทย์มีให้มาน้อยไปนิด
    • ราคาเล่มละ 325 บาท มีขายที่ Se-ed ส่วนจะยังมีขายหรือเปล่า ผมตอบไม่ได้ครับ เพราะมันพิมพ์มานานแล้ว
    • http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?No=9789749467251
  • Princeton’s Review : Verbal Workout
    • ข้อดีของเล่มนี้คือ เน้นเฉพาะส่วนของ Verbal ตัวอย่างโจทย์ให้ฝึกทำมี bridge ที่ค่อนข้างตรงและดี เล่มนี้ช่วยผมได้เยอะเหมือนกันในส่วนของ
    • ราคาจำไม่ได้ครับ แต่เคยซื้อเล่มนี้ได้ที่ Kinokuniya ที่ Paragon ได้ถูกกว่าที่อื่น
    • http://www.amazon.com/Verbal-Workout-Graduate-School-Preparation/dp/0375428216/ref=dp_ob_title_bk
  • ETS GRE Big Book
    • อันนี้เป็นหนังสือที่รวมรวมโจทย์ 27 ชุดได้ เป็นหนังสือสุดยอดในตำนาน พิมพ์มาน่าจะซัก 10 ปีก่อนได้แล้ว ข้อดีของเล่มนี้คือเป็นหนังสือที่รวมรวมโจทย์จากข้อสอบเก่า GRE ของ ETS พวก bridge  ต่างๆ ที่ใช้ปัจจุบันจะมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย ข่าวร้ายคือ มันพิมพ์มานานแล้วไม่ขาย แต่ ETS ออกหนังสือ เล่มคล้ายๆกันโดยเอา Big Book มาหั่นเหลือแค่ครึ่งเดียว แล้วมาพิมพ์ขายแทน (ผมจำชื่อไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร) แต่มีข่าวดีกว่า คือ มีคนเวียดนาม(มั้ง) ทำการ scan หนังสือ Big Book เป็น PDF แล้วแจกกันใน net ผมไม่ได้แนะนำให้ละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ 🙂 แต่คุณสามารถหาเล่มนี้เจอ โดย Google ด้วย keyword คำว่า “GRE Big Book scanned by huy” ดู
    • http://www.amazon.com/GRE-Practicing-Take-General-Test/dp/0446396001/ref=sr_1_1?s=books&ie=UTF8&qid=1310362667&sr=1-1

3 เล่มนี้ ผมถือว่าเป็น a must สำหรับผม แล้วกัน ส่วนใครจะยึดตาม Barron’s, Kaplan หรือ Princeton’s Review นั่นก็แล้วแต่  ตอนผมสอบผมอาศัยอ่านหนังสือทั้ง 3 เล่มนี้เป็นหลัก ผมมี Barron’s GRE, Kaplan ทั้งหนังสือ ที่พิมพ์ขาย และ หนังสือที่มาพร้อมกับที่ผมเป็นเรียนมา

อ่อ แต่…. นอกเหนือจากของพี่นาว ผมไม่แนะนำหนังสือภาษาไทยค่ายไหนนะครับ ผมยึดตามที่ตีพิมพ์ก่อนปี 2008 ละกัน พูดตามตรงครับ มันห่วย! อีกอย่างถ้าคุณคิดว่าจะฝึก GRE เนี่ย ข้อสอบมันก็เป็นภาษาอังกฤษ แล้วคุณจะไปอ่านหนังสือภาษาไทยทำไมกันล่ะ ถ้าคุณไม่จะอ่านเพื่อเอาเทคนิคทำโจทย์

– Vocab

อันนี้ ผมท่องหลายแหล่งมาก ว่ากันตามตรงจำนวนศัพท์ที่ผมท่องคราวนั้นน่าจะอยู่ระดับ 2-3 พันคำ หลักๆที่ท่องคือ

  • แผ่นศัพท์ของ Kaplan
    • ตอนที่ไปเรียน Kaplan เขาแจกตัว flash card มาให้เป็นศัพท์อยู่ชุดหนึ่ง
  • ศัพท์ในหนังสือ Barron’s GRE
    • ท่องไปเยอะเหมือนกันน่าจะ 40-50% ได้มั้ง แต่เสร็จแล้วก็จำๆไม่ค่อยได้เท่าไร 555
  • ศัพท์สรุปของ Barron’s และ Big Book ที่โหลดมาจากใน net
  • Princeton’s Review – Word Smart I
    • จริงๆหนังสือเล่มนี้ มีเพื่อนผม 2 คนแนะนำให้ท่องศัพท์จากในนี้ จริงๆเป็นหนังสือที่ดีนะ แต่เนื่องจากตอนสอบผมไม่มีเวลา เลยไม่ได้ท่องจากในเล่มนี้มาก อ่านแค่คร่าวๆ

2. Quantitative

ผมไม่มีหนังสือเล่มหลักในการอ่านนะ เน้นทำโจทย์อย่างเดียว ตอนนั้นฝึกทำโจทย์ของ Barron’s GRE, material ที่ได้มาจาก Kaplan, หนังสือของพี่นาว, หนังสือของ Kaplan และ Princeton ของ GRE ที่ขายในท้องตลาดอ่ะ และก็ Arco’s (เป็นไฟล์ PDF) แต่อยากเตือนว่าหนังสือของ Barron เนี่ย เฉลยผิดเยอะมาก ระวังๆหน่อยแล้วกัน

อ่อ สิ่งที่ควรท่องก็คือพวกสูตรคณิตศาสตร์ต่างๆตอนม.3 เช่น เรื่องพวกแยกตัวประกอบ หารร่วมมาก หารร่วมน้อย สูตรหาพื้นที่ เศษในการหาร ลำดับและอนุกรม …ที่เหลือก็จะลองลุยๆทำโจทย์แล้วกัน ผมเชื่อว่าเด็กไทยน่าจะได้เกิน 750 ทุกคน เพียงแต่ต้องอาศัยความรอบคอบและไวนิดหนึ่ง โจทย์มันไม่ยาก แต่บางทีมันจะมีหลอกๆเหมือนกัน

3. Writing

ผมทบทวนเอาใน material ของ BB&C คอร์ส Advanced Writing ครับ แล้วก็นั่งฝึกๆเขียนจากหัวข้อโจทย์จริงเอา จริงๆ มันมีหนังสือเล่มหนึ่งที่รวมเฉลยของทุก essay ของ GRE ไว้เลย จะไปท่องดูแนวทางก็ได้ ตัวหนังสือชื่อว่า Arco GRE CAT Answers to Real Essay Questions แต่ตัวที่ผมมีอยู่เป็น pdf

:: จะยัดศัพท์ใส่สมองยังไงดี

มันมีหลายเทคนิคที่ใช้กันมาก แต่อันนี้เป็นเทคนิคที่ผมใช้

  • ผมใช้วิธีวิธีท่องเป็นอนุกรม เช่น ท่องวันล่ะ 50 คำ ท่อง 1-50, 1-100, 1-150, 1-200 สะสมไปเรื่อยๆ
  • เทคนิคท่องแบบ skim ตัวอักษร เช่น 50 คำมีหมวด Ax2, Bx2, Cx2 … ไม่ใช่ท่องหมวด A ล่อทั้ง 50 คำ
  • ท่องตัวอักษรใหญ่ และตัวอักษรเล็ก สมมติคำว่า camouflage ก็ท่องทั้ง camouflage, CAMOUFLAGE แม้ว่ามันจะเหมือนกัน แต่สายตาคนเราเวลาแยกมันจะเห็นไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะบางครั้งการท่องศัพท์แบบ bridge หรือ การทำข้อสอบ bridging ที่บางครั้งเราใช้ความรู้สึกของคำเป็นหลัก
  • ท่อง synonym และ antonym ไปด้วยเลยทีเดียว
  • พอรู้สึกว่าท่องไปจนครบก้อนหนึ่งแล้ว ก็เขียนศัพท์ทั้งหมดลง Flash Card แล้ว random ท่องทวนเอาอีกรอบ

:: Talking Dict / CyberDict

ไม่ ได้บอกว่าคุณจะต้องซื้อมาใช้ แต่ ผมแนะนำว่าควรจะมี จะเป็นยี่ห้อ Talking Dict หรือ Besta Cyberdict ก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆตัวควรจะเป็นรุ่นที่มี dict ที่เป็น Eng-Eng ในระดับ Advanced Learner ขึ้นไป อาจจะเป็น Oxford, Longman หรือ American Heritage ก็ได้แต่ ถ้าผมให้แนะนำ ผมเลือกของ Oxford และรองมาคือ Longman เพราะโดยส่วนตัวคิดว่า AH มันแปลศัพท์เป็นศัพท์ แล้วบางทีมันหงุดหงิดที่เปิด dict แล้ว ไม่ได้เข้าใจในศัพท์เพิ่มขึ้นเลย

สาเหตุ ที่แนะนำให้ซื้อพวก dict พวกนี้เพราะ dict โดยทั่วไปมันจะไม่มีศัพท์ GRE หลายตัว และการพก dict ที่เป็นกระดาษไปไหนมาไหน ไม่สนุกแหน่ๆ เพราะผมเชื่อว่าหลายคนจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการท่องศัพท์ตอนเดินทางเป็นหลัก อีกอย่างของ talking dict มันจะประหยัดเวลาในการเปิด dict ด้วย

ถ้า ถามว่าถ้างั้นลง/ซื้อ app dict ที่ว่าลงใน iPhone / Android ดีกว่าไหม ก็แล้วแต่ครับ แต่ผมว่ามันไม่ค่อย effective เท่าไร อย่างน้อยผมคิดว่ามันค่อนข้างจะผลาญ batt มือถือไปหน่อยอ่ะครับ

:: GREBible ไม่ใช่พระเจ้า

ถ้าไปนั่งอ่านตามเวบบอร์ด จะมีหลายคนแนะนำให้ไปทำโจทย์ของ GREBible หรือใช้ software ตัวนี้ช่วยในการท่องศัพท์ ผมว่าการอ่านหนังสือทุกชนิดเป็นสิ่งที่ดีครับ รวมทั้ง software ตัวนี้ด้วย แต่ผมว่ามันเป็นการเปลืองแรงไปสักนิด เพราะ GREBible มันรวมศัพท์ชนิดหินมากและบางที bridge มันก็ไม่ได้สมเหตุสมผลสักเท่าไร ถ้ามีเวลาก็ลองไปทำเล่นๆดูก็ได้ไม่เสียหลาย สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตัวนี้ถูกกล่าวถึงมากเพราะ โปรแกรมมันเขียนโดยคนอินเดียและคนที่สอบ GRE ได้สูงๆก็มักจะเป็นไม่อินเดียก็จีนด้วย ดังนั้นเลยมีหลายคนถามหา software ตัวนี้กันมาก ทั้งตัว setup และ password

ผมใบ้ให้นิดหนึ่งว่าถ้าคุณได้ไฟล์ติดตั้งตัวเก่ามา (เพราะตัวใหม่รู้สึกว่าจะกันแล้ว) แต่ไม่รู้จะหารหัสมาเปิดได้ไง ให้นึกอยู่ 3 อย่างคือ text editor, array 2 มิติ และ โปรแกรมนี้มันเขียนด้วย Visual Basic ไว้ ผมบอกได้แค่นี้ครับ ที่เหลือจัดการกันเองนะครับ

:: จะหา material จากไหนดี

สิ่งหนึ่งที่จะต้องเข้าใจ การศึกษาคือการลงทุนครับ เราลงทุนวันนี้ เพื่อนอนาคตที่ดีกว่าในวันหน้า ดังนั้น บางครั้งเราก็ต้องจ่ายเงินซื้อหาหนังสือ ลงคอร์สเรียนเอาเอง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจจะยืมหนังสือ เอกสารอื่นๆจากเพื่อนๆ มาใช้ก็แล้วแต่

ผมไม่สนับสนุนให้เอะอะอะไร ก็จะโหลดบิต, search และ โหลดจากใน 4shared, rapidshare, mediafire หรือ hosting ทั้งหลาย มันเป็นความนิสัยเสียของเราๆท่านๆ ที่ต้องการของฟรี ของถูก …………. แต่ สิ่งที่แลกมาถือ การที่เรามองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในมือ อะไรที่ได้มาง่ายๆ เราก็เสียไปง่ายๆ เรามักไม่ค่อยเห็นคุณค่ามันเท่าไร … การที่เราเสียเงิน มันสร้างให้เราเกิดแรงฮึด และแรงกระตุ้นให้เราทำให้ดีที่สุด เพราะจ่ายเงินแพงๆไปแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด

แต่ บางครั้ง บาง material เราก็ยากที่จะมีโอกาสเข้าถึงได้ ทำเราเสียเปรียบคนอื่นอยู่เหมือนกัน สิ่งที่ผมจะบอกคือ ผมทิ้งวิธีการหาของ ใน net ไว้ให้ ส่วนคุณจะใช้ ไม่ใช้ ก็ใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลพิจารณาเองครับ

สมัยที่ผมสอบนั้นเวบบิต ยังมีคนปล่อยของ GRE กันน้อย และส่วนใหญ่เป็น material ที่เก่าและล้าสมัย ทุกอย่าง ผมมักจะ google เอง หาของโดยใช้ keyword ประกอบการหาดังนี้

1. แหล่งรวม link

Material ส่วนใหญ่มักจะมีคนทำแจกไว้ตาม webboard ต่างๆ รวมถึง blog ดังนั้น keyword สำคัญๆ จะเป็น blogspot, yahoo360, bloggang, wordpress หรือแม้แต่คำว่า blog

2. Hosting Server

เนื่องจากไฟล์ส่วนใหญ่มักจะฝากของไว้ใน host อย่าง rapidshare และที่อื่นๆ ดังนั้น keyword กลุ่มนี้ จะเป็นพวก rapidshare, megaupload, mediafire, 4shared, fileserve, hotfiles, filesonic

3. File Type

  • Compressed and Grouped File: rar, zip
  • CD Image FIle: iso, mdf, mds, ccd,
  • Document Files: pdf, doc, xls

4. Part

ไฟล์ใหญ่ๆโดยเฉพาะ CD Image หรือ VDO มักจะถูก split เป็นไฟล์ย่อยๆอยู่แล้ว เหตุผลเนื่องขนาดของไฟล์ที่เวบฝากไฟล์จะอนุญาตและเพื่อความง่ายในการ upload ดังนั้น keyword ของ parameter นี้จะเป็น เช่น part1, part01

ตัวอย่าง

                Google: arco gre rar part1 rapidshare

หรือ บางเวบ อย่าง 4shared เองก็มี feature ให้หาไฟล์ได้ก็จะช่วยทุ่นแรงไปได้เยอะเหมือนกัน หรือ เวบทีรวบรวม link ของ ไฟล์อย่าง filestube.com


:: โพยข้อสอบ GRE ในเวบ GoHackers

ประเด็นนี้ผมเคย blog ตั้งแต่ 4 ปีก่อน ลองเข้าไปอ่านเองแล้วกันครับ โพยข้อสอบ GRE สำหรับ Dec 2006 ถึงที่มา และอื่นๆ คร่าวๆคือ มันมีเวบบอร์ดของเด็กเกาหลีที่ใช้คุยและแชร์ข้อสอบกันในแต่ละเดือน ที่ชือว่า Gohackers สมัยนั้นจะคนเอาไฟล์ word/excel มา edit ต่อๆกัน ทำให้ได้โพยข้อสอบในแต่ละเดือนออกมา http://www.gohackers.com ผมบอกได้ไม่ได้ว่าโพยมันใช้ได้ผลหรือไม่ ตอนผมสอบ GRE รอบที่ 2 มันตรงไปเยอะมาก แต่ พอสอบรอบสุดท้าย คือ รอบที่ 3 มันไม่ตรงเลยแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้นเสี่ยงกันเอาเองครับ ผมถือว่ามันเป็น plus นอกเหนือจากความพยายามในการท่องศัพท์และฝึกทำโจทย์ของคุณเองแล้วกัน ส่วนใครแปลเกาหลีไม่ออกก็ใช้ Google Translate โลดครับ

…. สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่าน โชคดีในการสอบแล้วกัน ….

…. มีไรอยากถาม ก็ทิ้ง comment กับ e-mail ไว้ ถ้าตอบหรือแนะนำได้จะช่วยตอบครับ …..

Acknowledgment

ผมขอออกตัวก่อนเลยว่า คะแนนสอบ GRE ผมไม่ได้ดีเลย ระดับกลางๆเท่ากับชาวบ้านทั่วๆไป เผลอๆจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ ผมสอบ GRE ทั้งหมด 3 ครั้ง กว่าจะได้คะแนนที่พอใช้สมัคร U ได้ ในระดับ 400 ปลายๆสำหรับ Verbal และ 700 ปลายๆสำหรับ Quan พอได้มาแค่นี้ผมก็พอใจแล้ว อีกอย่างตอนนั้นไม่มีเวลาเหลือแล้วด้วย ก็เลยจัดการยื่นสมัคร ด้วยคะแนนนี้กับ iBT ที่ไม่ถึง 100 และเกรดจบไม่ถึง 3 แต่ก็โชคดีที่ UPenn รับ ซึ่งผมเรียนโทอยู่ในขณะนี้  ถือว่าเป็นความโชคดีที่มีไอ้ X Cornell กับ น้องเบญ Harvard บอกข้อมูลต่างๆให้ โดยเฉพาะน้องเบญที่ให้ข้อมูลผมเยอะมากรวมถึง material เรื่อง SoP และอื่นๆ ทำให้ผมผ่านวิกฤตรอบนั้นมาได้ ต้องยกเครดิตให้ 2 คนนี้จริงๆ อีกคนที่ขาดไม่ได้คือ พี่นาว ที่เขียนหนังสือ GRE ภาษาไทยที่ผมถือว่าดีที่สุดในไทยตอนนั้นในสายตาผม (และยังช่วยสละเวลามาช่วยตรวจ SoP ให้ผมเมื่อ 3 ปีก่อนด้วย -_-” ขอบคุณค้าบบ)

ต้องขอบคุณ พี่ตั้ม พี่แอน พี่อ๊อด พี่เพ็ญ พี่เบญ และเพื่อนๆทั้งหลายที่ในคลาส Kaplan คราวนั้นที่ร่วมชะตามาด้วยกัน บางคนก็บรรลุเป้าหมายมาเรียนและจบที่เมกา บางคนถอนตัว บางคนเปลี่ยนใจหนีไปเรียนที UK แต่ท้ายสุดก็มีช่วงเวลาที่ดีด้วยกันที่ผ่านมาครับ

Creative Commons License
Creative Commons Attributions 3.0
(c) 2011 – Titiworn C.

Advertisements
 
4 Comments

Posted by on June 27, 2011 in Exam & Score

 

โพยข้อสอบ GRE สำหรับ Dec 2006

โพย ครับ โพย
โพยข้อสอบ GRE ฉบับ เดือน ธันวา 2006
ฉบับเวอร์ชั่นแปลจากเกาหลีเป็น English ให้แล้ว แต่แบบว่า Translate ของ
Google ยังแปลได้ไม่ดีเท่าไร อ่านแล้ว ก็อาจจะงงบ้างเล็กน้อย
ออ มัน Valid เฉพาะเดือนนี้หน่า
ปล. ผมสอบ 28 นี้ ถ้าได้ผลยังไงจะมาโพสเพิ่ม
ถ้าใครที่จะสอบในเดือนนี้แล้ว ช่วยไปอ่าน
แล้วรบกวนช่วยโพส comment ด้วยนะครับว่า
มันตรงหรือเปล่า?
โพย GRE Dec 06 Link
==============================================
1. ศัพท์ทั้งหมดของเดือนนี้ รวมถึงของธันวาปีที่แล้วด้วย
2. Writing ที่ออกมาของเดือนนี้ ทั้ง Issues และ Argument
บอก Topic กับจำนวนครั้งที่คนที่ไปสอบเจอ ของเดือน Dec 06
3. Antonym, Analogy แบบ รวบข้อสอบรายวันในเกาหลี  ตั้งแต่ 2/12 – 22/12
ทั้งนี้ ตัวสีแดงคือ ภาษาอังกฤษเดิม
ตัวสีดำ คือ คำแปลของภาษาเกาหลีโดย Google
4. Sentence Completion

สีน้ำเงินคือ Eng เดิม
สีดำ คือ Eng ใหม่จากการแปลภาษาเกาหลี
อ่อ โพยก็คือโพย ดังนั้น ไม่ขอรับประกันนะครับว่าจะออกตรง แค่เป็นการรรวบรวม
ข้อสอบที่เด็กเกาหลีเขาไปสอบ และรวบรวมกันมา ภายในเดือนเดียวกัน
Description
==============================================
สำหรับคำอธิบาย ผม copy เอาที่ผมเคยโพสไว้ที่ STScholar Webboard แล้วกัน
รู้ไหมว่า ทำไม ETS ถึงให้คุณสอบ GRE
ได้ เดือนละ 1 ครั้ง
และ ไม่เกิน 5 ครั้งในรอบ 12 เดือนคำตอบ คือ ข้อสอบมีจำนวนจำกัด และจะมันจำซ้ำถ้าไม่มีกฏนี้

==============================================
กติกาการออกข้อสอบ GRE

ที่ผมทราบมาคือ (ถ้าผิดหรือเพิ่มเติมบอกด้วยครับ)

1. ข้อสอบทั่วโลกจะดึงจาก Pool เดียวกัน
2. ข้อสอบจะ เปลี่ยนใหม่ทุกวันที่ 23 ของแต่ละเดือน
3. ข้อสอบจะมี การหมุนวนในเดือนเดียวกันแต่คนละปี
เช่น ข้อสอบ Nov 2005 จะใช้ Pool เดียวกับ Nov 2006
===============================================

เพราะฉะนั้น เลยมีเด็กชาวเกาหลีหัวใส นำข้อจำกัดนี้มาใช้ประโยชน์
โดยมีแนวคิดว่า ถ้าเราสามารถให้คนสอบ GRE ไปแล้ว แต่ละคนช่วยกันจำ
ข้อสอบมาได้ส่วนหนึ่ง หรือจำได้แต่ไม่ชัวร์ มาร่วมกันจดบันทึกลงไฟล์
database กลางสักชิ้น… ถ้าได้จำนวนหนึ่ง เราจะได้โพยข้อสอบ GRE ออกมา

เพื่อนที่สอบหลังคุณในเดือนนั้นก็จะได้ประโยชน์
………ขณะเดียวกัน ……..
คุณก็จะได้ประโยชน์จากเพื่อนที่สอบก่อนคุณในเดือนถัดไป

เพราะ คนส่วนใหญ่ ไม่ได้สอบ GRE เพียงรอบเดียว !!!
และ ไม่มีใครจะรู้ได้ว่าใน ศัพท์ 10,000 กว่าคำ ข้อสอบจะออกอะไร?
และ น้อยคนที่จะท่องได้ทั้งหมดนั้น อย่างน้อย 3,500 ของ Barron
และ ทุกคนก็อยากจะรู้ว่า…. ควรจะท่องศัพท์ไหนที่ออกบ่อยบ้าง

แต่ ด้วย Database นี้คุณมั่นใจได้ว่า มันเคยออกมาแล้วแน่ๆ
และ อย่างน้อยสุด มันก็เป็น Guideline ที่ดีและจำเป็นที่สุดในการท่องศัพท์

 

 

Credits
==============================================
1. Web เกาหลี แหล่งที่มาของข้อสอบ ที่ว่า
2. Board นักเรียนทุน ก.วิทย์ :
3. X CP85 ที่แนะนำ Website ดีๆ
 
2 Comments

Posted by on December 23, 2006 in Exam & Score

 

TOEFL Score#3 (Last and Final Chance)

TOEFL Score #3 (Last and Final Chance)
 
Listening           23
Structure          ?? (Grammar = 11, Essay = ??)
Reading            23

Total               197 – 247 (CBT)
                         530 – 597 (PBT)
 
เครียดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
 
 
ครั้งนี้เนี่ย ลาพักร้อนอ่าน TOEFL รวม 7 วัน แต่ ได้คะแนนน้อยกว่า คราวที่แล้วที่แทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย
 
–=[ ALL SCORE SUMMARY ]=–
 
Listening       19 – 24 -23
Structure      24 – 24 – (11-18) / Grammar 11-9-11
Reading         26 – 26 – 23
=================================
Total               230 – 247 – (197 – 247)  [CBT]
                         570 – 597 – (530 – 597)  [PBT]

=================================

 
Listening ห่วยกว่าครั้งที่แล้ว 1 คะแนน แต่ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้
Structure กลับดีขึ้นมา เท่ากับครั้งแรก คือได้เพิ่มจากครั้งที่แล้ว 2 คะแนน
แต่!!!!! Reading จะบ้าตาย!! ลดลงมา 3 คะแนน อันนี้รับไม่ได้…...
 
กลายเป็นว่า part ตอนนี้ที่มั่นใจที่สุด ดูเหมือนจะเป็น essay ครั้งนี้
รู้สึกได้ว่าแต่งได้ค่อนข้างดีมาก คิดว่าน่าจะ 5 up ชัวร์แต่มั่นใจว่าไม่
มีทางต่ำกว่า 4.5 แน่ๆ ซึ่งคิดว่า structure น่าจะได้ประมาณ 26 แน่ๆ
 
แต่ทว่า… คะแนนยังไง มันก็ห่วยกว่าคราวที่แล้วอยู่ดี เพราะ max
คราวนี้คือคะแนนที่ได้คราวที่แล้ว
 
และมันก็ไม่มีทางให้ลุ้นเกิน 600 ได้แน่ๆ เพราะมันไม่ทาง
 
 
 
ทำไงดีอ่ะ เพื่อนๆ ครั้งหน้าเนี่ย
ก็เหลือเดือนหน้าเดือนสุดท้ายแล้ว
…..แต่มันไม่มีที่อ่ะ นอกจากว่า ETS
จะเปิด July เพิ่ม ซึ่งผมบอกได้เลย
ว่าไม่มีทาง
 
ดังนั้น ใครเจอว่างโทรมาบอกด้วยแล้วกันนะ
 
เออ อีกอย่าง ถ้าใครพอจะรู้บ้างป่าว ว่าสามารถใช้คะแนนที่สูงกว่า ครั้งที่แล้วยื่นได้หรือเปล่า เพราะมีคนบอกว่าจะสามารถสั่งให้ ETS report คะแนนได้เฉพาะครั้งล่าสุดเท่านั้น ใครพอรู้ตอบด้วยนะครับ …ขอบคุณล่วงหน้า
 
1 Comment

Posted by on May 8, 2006 in Exam & Score

 

TOEFL Score #2 (Updated!!!)

TOEFL Score #2
 
Listening           24
Structure          24 (Grammar = 9, Essay = 4.5)
Reading            26

Total               247 (CBT)
                         597 (PBT)
 
 
อืม คะแนนเพิ่งส่งมาถึงเมื่อวานนี้ แปลกใจที่มันถูกส่งมาถึงวันอาทิตย์ แสดงว่าเดี๋ยวนี้ ไปรณษณีย์บ้านเรามันทำงานเสาร์อาทิตย์แล้วเหรอเนี่ย ดีจัง แต่จะว่าไปคะแนนมันส่งมา late มาก ผมสอบเมื่อ 27 เดือนที่แล้ว แต่ส่งมา 23 เดือนนี้ ใช้เวลา
ทั้งหมดไป 26 วัน … เยอะมากๆ คราวที่แล้วมันใช้เวลาแค่ 3 อาทิตย์เอง
 
คะแนนออกมาแล้วเนี่ย โคตรเสียดายเหี้ยๆ เพราะทำถูกไม่ว่า Part ไหน อีกแค่ข้อเดียวก็ 600 แล้ว
 
รอบ 3 ข้าพเจ้าเครียดแน่ๆ ให้ตายสิ! ภาวนาว่าจะเกิน 600 นะ
8 May นี้จะได้รู้กันว่าจะรอด หรือ ต้องสอบ iBT ไม่อยากเจอระบบใหม่เล้ย
 
1 Comment

Posted by on April 23, 2006 in Exam & Score

 

TOEFL Score รอบ 2

Listening           24
Structure          9-27 (Grammar = 9, Essay = 0-6 ?)
Reading            26

Total               197 – 257 (CBT)
                         530 – 613 (PBT)
 
Listening ได้เพิ่มมาจากครั้งที่แล้ว จาก 19-> 24 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้
Structure คงจะขึ้นสนิมแล้วแน่ๆ เพราะเดิมได้ 11 แต่ตอนนี้ได้ 9 ห่วยบรมเลย
 
Reading คงศอกคงวา ไม่ขึ้นไม่ลง
 
Essay ครั้งนี้ค่อนข้างมั่นใจนะ ได้หัวข้อกินข้าวที่บ้านกับนอกบ้านไหนดีกว่ากัน
แต่… ด้วยความมึน สะกด deli ไปเป็น dairy จบเลย…
  
ตอนนี้ก็รอลุ้นว่า จะได้เกิน 600 ป่าว แต่ท่าทางจะต้องปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะเกินแน่เลย ถ้าได้ Essay 5.5 อ่ะ เกินแน่ แต่เท่าที่ดูแล้วเนี่ย น่าจะได้ 4.5-5 อ่ะดิ
 
เฮ่อ เศร้า ถ้าเกิน 600 ก็จะสบายไปเปราะหนึ่ง เพราะมันสมัคร U ได้ ไม่งั้นจบ
คราวนี้ก็เหลือครั้งสุดท้าย วันที่ 8 May นี้ว่าจะได้เท่าไร ซึ่งผมคาดว่าจะได้ประมาณ 620-630
 
5 Comments

Posted by on March 28, 2006 in Exam & Score

 

จบแล้ว TOEFL รอบแรก

เมื่อวานนี้ไปสอบ TOEFL มา คะแนนออกมาไม่ค่อยดีเลย ไม่ถึงตามเป้าที่คาดหวังไว้

Listening                         19 of 30

Structure & Writing     11 of 13 &  N/A of 17

Reading                           26 of 30

=============================

Total (CBT)                     187 – 243

Total (PBT)                     517 – 593

ดูแล้วคะแนนที่เป็นไปได้น่าจะได้อยู่ในช่วง 550-560 เพราะ Writing คิดว่าน่าจะได้ประมาณ 3-3.5 ไม่น่าจะได้เกินนี้ เนื่องจากใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเขียน แต่ไม่ตรวจทานเรื่อง Grammar เลย อีกอย่างคือ ที่แต่งไปอ่ะ แม้จะครบถ้วน Intro, Body และ Conclusion แต่ประโยคที่แต่งไปเนี่ย น่าจะมี fragment อื้อซ่าเลย

 

ตอนแรก การสอบครั้งนี้ คาดหวังไว้ที่อย่างน้อย 580 ถือว่าพลาดไปเยอะ เพราะคะแนนที่ตั้งไว้ต้อง 600 up ในครั้งที่ 2 ผลออกมาเป็นอย่างนี้ คงต้องขยันอีกเยอะเหี้ยๆแน่

 

สำหรับผู้ที่จะสอบ TOEFL ในเร็วๆนี้

 

-=[ ขั้นตอนการสอบ ]=-

1.การเดินทาง

รอบเช้า ไม่ควรไปถึงก่อนมาก เพราะมันยังไม่เปิดต้องนั่งรอข้างนอก แต่ถ้าเป็นรอบบ่าย ไปสักถึงสักเที่ยง เพราะจะต้องไป เซ็นสัญญาไม่เปิดเผยความลับและนั่งอ่านระเบียบขั้นตอนการสอบ ของผมได้เข้าห้องสอบเริ่มทำตั้งแต่ 12.30 เลย ทั้งที่เวลาจริงๆมัน 13.00 

สำหรับห้องสอบจะอยู่ที่ชั้น 6 ตึกมณียา ตรง BTS ชิดลม ตอนขึ้น lift จะอยู่ตรง low zone ติดกับบันได้ ไม่ใช่หน้า Bank ไทยพาณิชย์ ขึ้นไปถึง ห้องสอบจะอยู่ในหลืบซอยข้าง lift

 

2. หลักฐานและสิ่งที่จะเอาไป :

2.1 ถ้าเอา passport ไป ก็ไม่ต้องเอาอย่างอื่นไปแล้ว

2.2 ที่อยู่ของมหาลัยที่จะเลือกให้ ETS ส่ง Score ไป ไว้ใช้ตอนหลังสอบเสร็จ ขอกรรมการออกมานอกห้องสอบเพื่อไปดูที่อยู่ได้

2.3 ของอย่างอื่น เขาจะให้คุณเก็บใน locker ก่อนเข้าห้องสอบ

2.4 อาหาร น้ำ ห้ามนำเข้า แต่ผมแอบเอา ยาอม Fisherman’s Friend ไปนั่งกิน กะจะอ้างว่าเป็นหวัดเจ็บคอ แต่จริงๆ กะเอาไว้อม แก้มึนหัว

3. ขั้นตอนการสอบ:

3.0 เซ็นชื่อหน้าห้องก่อนเข้าสอบ + ถ่ายรูปด้วยกล้อง Webcam สุดห่วย

3.1 Questionaire + How to use CBT program

3.2 How to Listening –> ไม่ต้องรีบ ใช้เวลานี้ปรับให้หายตื่นเต้นก่อน พวก how to มันเหมือนใน Powerprep

3.3 Test : Listening

3.4 Break 1 minute

3.5 How to Structure –> เหมือนกัน นั่งเล่นๆเรื่อยๆ

3.6 Test : Structure

3.7 Mandatory Break 5 min : ให้ไปเข้าห้องน้ำ แต่ต้องรอจนกว่าหมดเวลาถึงกลับเข้าห้องสอบได้ ซึ่งระหว่างไปเข้าห้องน้ำ จะมีกรรมการไปยืนเฝ้าคอมให้ พอหมดเวลาจะมาเรียกเข้าไปเอง ทั้งนี้ก่อนออกต้องเซ็นชื่อออกด้วย แล้วเข้าก็อย่าลืมเซ็นเข้า

3.8 How to Reading –> นั่งเล่นไปเรื่อยๆ พร้อมแล้วค่อย next ไปทำข้อสอบ

3.9 Test : Reading

3.10 Break 1 minute

3.11 ให้เลือก ว่าจะทำ Type หรือ Write (ผมเลือก type)

3.12 How to Writing –> มันจะหน้าหนึ่งให้ลองพิมพ์เล่น ใช้เวลาช่วงนั้น นึกถึง form ในการเขียน คำเชื่อม ประโยคในดวงใจ แต่ไม่ควรเขียนลง scratch paper ที่เขาให้ เพราะกรรมการจะมาเตือนว่าห้ามเขียนก่อน สอบจริง โดนมาแล้ว พอพร้อมแล้วค่อย next ไปข้อสอบ

3.13 Test : Writing

3.14 Test Score —> ให้จดลงกระดาษ Scratch Paper ไว้ ไม่ต้องจำ พอออกห้องสอบแล้วค่อยขอกรรมการลอกคะแนนเก็บไว้

3.15 ให้เลือกว่าจะ Cancel หรือ Report Score

3.16 How to choose university in list

3.17 ในหน้านี้ คุณจะเลือกมหาลัย หรือไม่ก็ได้ เลือกได้สูงสุด 4 แห่ง ทั้งนี้ มันจะให้เลือกตามลำดับดังนี้

 1) State 2) University 3) Type of School (Ungrad, grad, grad of man.)  4) Department

3.18 เซ็นชื่อออกหน้าห้องสอบ

 

 -=[ เนื้อหาที่ออกสอบ ]=-

 

1. Listening (??? ข้อ : ??? นาที — จำไม่ได้ว่ะ)

ไม่ยากถ้าสมาธิไม่กระเจิง ของผมเนี่ยคือว่าโชคร้ายอย่างหนึ่งคือ ในห้องสอบมีคนเป็นหวัด ทั้งจาม ทั้งไอ… โอ้ย จะบ้าตาย ข้อเสียของผมคือ เป็นคนที่ไม่ค่อยจะทนต่อสิ่งรบกวนรอบข้างได้เท่าไร

 

ข้อสอบ Listening แบ่งเป็น 2 Part หลัก คือ

1. Short Conversion

ช่วงนี้เป็นช่วงที่จะเสียคะแนนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะผม เนื่องจากจะฟังไม่ทันได้จับใจความ ก็จบแล้ว

2. Long Conversion, Lecture, Discussion

ช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงเก็บคะแนนเลย เนื่องจากเนื้อหามันยาว ถึงยาวเหี้ยๆ จะมีช่วงเวลาจับใจความว่าพูดกันถึงเรื่องอะไรกันอยู่ จำได้ว่าเจอประมาณ 6-7 Topics ได้

 

เรื่องที่เจอ เท่าที่จำได้ มี

1) Lecture : Plague ทฤษฎีโลกทวีปเดียว

2) Discussion : การแต่งหน้าของตัวละครบนเวที 

3) Lecture : Psychology การพัฒนาในการบันทึกพฤติกรรมของเด็กต่อพ่อแม่ในยุกต่าง

2. Structure (20 ข้อ : 15 นาที)

ค่อนข้างง่าย มีหลอกบ้าง 1-2 ข้อ ที่ผมทำส่วนใหญ่จะเป็น Error มากกว่า Structure ประมาณอัตราส่วน 3:2  Part นี้ออกตรงตัวมาก ถ้าได้ฝึกทำข้อสอบเก่าอย่างของพวกสงวน หรือ หนังสือเตรียมสอบของ Kaplan แล้ว คิดว่าไม่น่าจะพลาด

 

โดยส่วนตัว part นี้ผม ตอนทำค่อนข้างจะรนตอนท้ายๆ เพราะชะล่าใจมากไปหน่อยเลยเกือบไม่ทัน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ part นี้ผมพลาดไป 2 คะแนน

3. Reading (44 ข้อ : 1 ชั่วโมง 10 นาที)

เป็น part ที่ง่ายที่สุด คำถามถามสิ่งที่มีอยู่ใน passage หมด ส่วนใหญ่จะ copy ข้อความมาออกด้วย รวมถึงศัพท์ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ตอบได้ เช่น solicit = invite, disemination = spread  ซึ่งคำถามด้านศัพท์จะช่วยให้ save เวลาได้เยอะมาก 

Topic ใน part นี้ เท่าที่จำได้มี

1) การพัฒนาของการแสดงภาพของทีวี

2) Playful behavior ของสัตว์

3) หลักฐานเกี่ยวกับการตั้งรกรากของชาว Norse ใน ทวีป America เหนือ 

 

part นี้ ผมทำไปจนจบแล้ว ผมมีเวลาเหลือทวนอีก 20 นาที จริงๆมันน่าจะมากกว่านี้ ถ้าพนักงานทำความสะอาดกระจกตึกมันทำกระแทกตัวกับตึก ประมาณ 15 นาที ที่ทำให้แม่งอ่านไม่รู้เรื่องเลย

 

 

Technic การทำ part นี้ 

1) เนื่องจากไม่ใช่ adaptive test ไม่ต้องอ่าน passage ในหน้าแรก ให้เลื่อน scroll มาสุดและ proceed เข้าสู่คำถามเลย เพราะคำถามมันก็มี passage ให้อ่านเหมือนกัน

2) ควรอ่าน passage ให้จบรอบแรกแบบคร่าวๆก่อน รอบเดียว ยกเว้น paragraph แรก ให้อ่านให้ละเอียด เพราะจะช่วยให้เราจับจุดได้ว่า มันพูดถึงเรื่องอะไรอยู่

3) ถ้าตอบไม่ได้ให้มั่วไปก่อนแล้ว กด next ไปเลย เพราะย้อนกลับมาทำใหม่ได้ หรือ ไม่ถ้าไม่คิดอะไรมากก็กด next ไปจนหมดคำถามของ passage นั้นๆ แต่ไม่ควรกดข้ามไปยัง passage ต่อไป เพราะผมก็ไม่แน่ใจว่า passage ต่อไปมันจะเลือกมาออก based on ความถูกต้องที่ทำของ passage ที่แล้วด้วยหรือเปล่า

      

4. Writing (1 ข้อ : 30 นาที)

Part นี้ ได้หัวข้อ What is the best method of learning? By reading, listening or doing?

 
Leave a comment

Posted by on February 1, 2006 in Exam & Score

 

Computer Geek / Nerd Test Score

อ่ะ อันนี้คะแนน Computer Geek  / Nerd Test

ก็เอามาจากเว็บเดิมนั่นแหละ ลองเล่นดูแล้วกันที่ http://www.nerdtests.com/ft_cg.php

สรุปว่ามันจะบอกว่า ข้าพเจ้าเนี่ยทั้ง geek และ nerd เลยเหร้อ ……-_____-”

Your Score Summary

Overall, you scored as follows:

13% scored higher (more computer geeky),
1% scored the same, and
86% scored lower (less geeky).

Compared to those in the same age group as you:

18% scored higher (more computer geeky),
1% scored the same, and
81% scored lower (less geeky).

What does this mean? Your computer geekiness is:

High-Level Computer Geek. All of those below you are envious of you! (…Well perhaps not the cool people)


For your hard work, here is the promised image:

 
2 Comments

Posted by on December 8, 2005 in Exam & Score