RSS

Category Archives: My Life

(draft) Survival Guide for Thai Students : Study Abroad in US Project

Update #3: July 7, 2012

Update #2: May 19, 2012

Update #1: Aug 10, 2011

เตรียมตัวเดินทางเรียนต่อเมกา

[หมายเหตุ: นึกอะไรออก จะพยายามทยอยๆ มาจดไว้ในนี้แล้วกัน ]

สิ่งหนึ่งที่กังวลใจผมมาก ตอนที่มาเรียนต่อที่เมกา(และผมเชื่อว่าใครอีกหลายๆคน) จะเอาอะไรยัดใส่กระเป๋ามาบ้าง และจะเอาตัวรอดได้ที่นี้ได้ไง ลองนึกดูว่าผมใช้ชีวิตอยู่ที่กทม.มา 20 กว่าปี เดินทางไปต่างประเทศบ้าง แต่ไม่เคยมีที่ไหนเลยที่อยู่เกิน 15 วันเลย เคยเดินทางด้วยตัวเองมีครั้งเดียวคือ ที่ญี่ปุ่น 9 วัน ดังนั้นนี่เป็นการย้ายที่นอนนอกประเทศ ระยะยาวครั้งแรกในชีวิต แถมตอนมาก็ไม่รู้จักใครที่นี่มาก่อนเดินทางเลย ความโชคดีคือมีเพื่อนเคยมาเรียนที่นี่แล้ว เลยพอจะมีเแหล่งข้อมูลบ้าง

ข้อมูลทั้งหมด based on ตัวผม ซึ่งเป็น Master Grad Student สาขา Engineering เพศชาย ช่วงอายุในกลุ่ม 25-30 ปีที่ University of Pennsylvania (UPenn) เมือง Philadelphia, PA  โดยที่ตอนมาที่เมกามาคนเดียว และไม่รู้จักใครเลย ในปีแรกพันอยู่ใน dorm ของ U และเพิ่งย้ายออกมาอยู่ off-campus ดังนั้นข้อมูลอาจจะ apply ใช้ได้กับบางกลุ่มคนและบางกรณี

## ก่อนออกเดินทาง

การจัดกระเป๋า – ของที่ควรเตรียมมา

  1. ควรจัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน และควรชั่งน้ำหนักทุกครั้ง เพราะคุณแบกมาได้แค่ 23 kg x 2 ใบ ควรจัดเผื่อไว้ 2-3 ขีด เพราะผมเจอประสบการณ์ส่วนตัวอันเลวร้ายกับพนักงานของสายการบิน Delta ที่สุวรรณภูมิ ที่กระเป๋าผมเกินมาเพียงขีดเดียวก็ไม่ยอมให้ผ่าน แต่มันเป็นเรื่องที่เข้าใจว่าเขาก็ต้องทำตามกฏ
  2. อย่าคิดว่า ของมันเบา เอามาเหอะ ไอ้ที่ว่าเบาๆหลายๆชิ้นรวมกันก็หลายโลนะ บางอย่างที่คิดว่ามันเบา มันไม่ได้เบาอย่างที่่คิดนะ เช่น รองเท้าแตะ 4ขีด รองเท้าผ้าใบ 7 ขีด ยีนส์ 5 ขีด
  3. เอาของมาเฉพาะของที่ไม่มีขาย หรือ หาซื้อได้ยากและแพง ที่ต่างประเทศ เช่น ยาดม ยาประจำตัว
  4. สิ่งที่ต้องแบกมา เครื่องแกงโลโบ น้ำปลาตราปลาหมึก ป๊อกกี้ น้ำจิ้มไก่แม่ประนอม-แม่พลอย มาม่า/ไวไว โก๋แก่ เถ้าแก่น้อย เงาะ/ลำไย/ลิ้นจี่ กระป๋อง Red Bull/คาราบางแดง ทั้งหมดนี้มันหาซื้อได้ที่ china town ไม่ต้องขนมาหรอก หนักเปล่าๆ —- หรือแม้แต่ หม้อหุงข้าว ที่นี่มันหาซื้อไม่ยากมีขายทั้งใน Amazon และตามร้านทั่วไป
  5. ปากกา สมุด แฟ้ม หาซื้อได้ที่มหาลัย และ CVS
  6. อย่าแบกยีนส์มาเกิน 2 ตัว มันหนักโดยใช่เหตุ
  7. กระเป๋า & TSA Lock  ……..
  8. เสื้อผ้า ราคาในเมกา จะพอๆกับบ้านเรา อย่าไปเทียบกับราคาใน Platinum อ่ะ เพราะไม่ได้ถูกขนาดนั้น ยกเว้นตอนมันลดราคาจริงตาม Outlet หรือ Ross, ถ้า brand ทั่วๆไปอย่าง Guess หรือ Calvin Klein เสื้อผู้ชายจะอยู่ที่ประมาณ $25-40 แต่ ถ้ายี่ห้อแบบ no-name ตามห้างอย่าง KMart, Burlington, Target เคยเห็นอยู่ประมาณ $10-12
  9. เครื่องนอน (ผ้าปูที่นอน / หมอน / ถุงนอน) อันนี้แล้วแต่เลยว่า อยากจะเอามาไหม ที่ผมเอามาทั้ง 3 อย่าง เหตุผลที่ผมเอามาคือ ที่หอมันไม่มีอะไรให้เลยนอกจากเตียงกับฟูก และคิดว่าถ้าจะหาซื้อของตอนมาแรกๆน่าจะลำบากอยู่  ถุงนอนผมเอามาเหตุผลคือใช้แทนผ้าห่มและแทนเตียงในทุกสภาพอากาศ ผมซื้อของ Deuter Orbit +5 มา นนมันอยู่ที่ 900g ผมว่ามันดีกว่าเอาผ้าห่ม/ผ้านวมแน่ๆ เพราะเบาและอุ่นกว่า ผ้านวมค่อยมาซื้อเอาที่นี่ … ในการ pack แนะนำให้ซื้อถุงสูญญากาศจาก ร้าน Daiso 60 บาท (“ร้าน 100 Yen”) เพราะมันประหยัดพื้นที่ได้เยอะมากโดยเฉพาะหมอน
  10. เหรียญ Quarter อย่างน้อย 2-3 USD ไว้ใช้โทรศัพท์ เวลาฉุกเฉิน รวมถึงเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า
  11. บัตรโทรศัพท์ ของ CAT 300 / 500 บาท ซื้อได้ที่ สนามบิน (ที่สุวรรณภูมิ booth ของ CAT จะอยู่ ฝั่งขวาของอาคาร Terminal เวลามองเข้าตัวอาคาร ถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ชั้น 4)
  12. Computer & Devices — Note: เดี่ยวจะแยกไปเป็นอีก post ดีกว่า เพราะท่าจะยาว

    1. Notebook เนี่ย คุณจะซื้อจากไทย หรือจะมาถอยเครื่องใหม่ที่นี่ก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งคือ ถ้าคุณจะมาถอยที่นี่คุณต้องมั่นใจว่าคุณเตรียมโปรแกรมที่จำเป็นต่อการใช้งานมาพร้อม เพราะมันอาจจะหาแถวๆนี้ไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะเถื่อนๆทั้งหลาย จริงๆ ผมเคยเขียนแนะนำเรื่องการซื้อโน๊ตบุ๊คไปเมื่อนานมาแล้ว ที่บอร์ดนทร.ปี 49แต่นั่นมันอาจจะเก่าไปแล้วเมื่อเทียบกับปัจจุบัน จะไปอ่านเป็นแนวทางก็ได้ แต่ผมว่ามันล้าสมัยไปแล้วล่ะ ก่อนตัดสินใจซื้อ อย่างแรกที่ต้องคิดว่า ต้องถามตัวเองก่อนว่าจะไปค่ายไหนระหว่าง PC (Windows, Linux) หรือ Mac (OS X)
      1. PC
        1. CPU: Core i5/i7 ตัวใหม่ครับ ที่เป็นรุ่น Sandybridge รหัสรุ่น 4 ตัวขึ้นต้นด้วยเลข 2 เช่น i5-2540 เหตุผลเพราะมันประหยัดพลังงานมากจนผมอึ้ง จากปกติเราใช้งาน notebook ด้วย batt 6 cell จะอยู่ได้ 3-4 ชั่วโมงแล้วแต่ยี่ห้อและรุ่น แต่ด้วย core ตัวใหม่มันได้ถึง 5-7ชั่วโมง แต่ใจจริง ผมว่า i5 ก็พอแล้ว i7 มันเวอร์เกิน แถมโดยส่วนใหญ่ที่เห็นใน notebook จะเป็นตัว i7 ที่ไม่ใช่ quad ดังนั้น แทบจะไม่ต่างกับ i5 เลย
        2. RAM: 4 GB อย่างต่ำ และถ้าต้องใช้ VM ด้วยก็ซัด 8GB เลย
        3. HDD: 500GB ขึ้นไป ถ้าเป็นไปได้ดู RPM ด้วย ถ้าเป็นตัว 7200 จะดีกว่า 5400 เหตุผลเพราะ transfer ข้อมูลเร็วกว่า และส่วนใหญ่ cache จะได้ถึง 16MB แทนที่ 8MB ในทั่วๆไป
        4. 13″, No Optical, Batt 6-9 Cell,
        5. ยี่ห้อ: Lenovo ThinkPad X (เช่น X220) หรือไม่ก็ T ที่มี s (เช่น T420s) หรือไม่ก็ ASUS เมื่อก่อนเคยเชียร์ Fujitsu หัวชนฝา ตอนนี้พบว่าแมร่งรุ่น S เนี่ยใช้วัสดุห่วยลงเยอะมาก แถมราคาก็แพง ดังนั้น ถ้าจะเอาแพงๆไปเล่น Sony Z ดีกว่าน่าจะดูดีกว่า เบา แรง และหรู
      1. Mac
        1. MacBook Pro 13″
    2. External Harddrive
      1. ผมว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะเอาเป็น storage สำหรับเก็บข้อมูลเกือบทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร โปรแกรม รูปถ่าย หนัง เพลง หรือ แม้แต่ไฟล์ Ghost image ของ laptop ขนาดที่เอามา 500GB ก็น่าจะพอสำหรับคนทั่วๆไป (แต่ของผมตอนแรกมันก็พอนะตอนนี้มี HDD 3 ตัวและ 1.5TB, 500GB x2 ไอ้ที่เปลืองก็คือ Ghost เนี่ยละ) ผมแนะนำว่าตอนซื้อมาจากไทยเอาแค่ขนาดพอดีๆ อาจจะ 250 หรือ 320 แล้วค่อยมาซื้อเพิ่มที่นี่เอา เพราะ HDD ที่นี่ถูกกว่าไทย อีกอย่างถ้ามีปัญหาก็จะได้ส่ง claim ได้
    3. Ethernet Cable (LAN Cable)
      1. ควรพกเตรียมมาครับ มันหาซื้อได้ที่นี่ แต่ราคาแพงมาก สายที่เตรียมมาก็เตรียมมาสัก 3-5 เมตร เพื่อว่าจะต้องใช้
    4. Software
      1. โปรแกรมที่จำเป็นต่อการศึกษาของคุณ … เพราะ การโหลดบิตใน network มหาลัย อาจมีโทษเริ่มจากฑัณฑ์บน ถึงไล่ออกแล้วแต่ U แต่ที่แน่ๆกรณีเป็นจริงที่ UPenn และ UMichigan เพราะเพื่อนๆกับพี่ๆโดนกันมาแล้ว -__-”
      2. ถ้าจะให้ list โปรแกรมสำคัญๆ ก็เช่น Office, Matlab, Adobe Acrobat, Photoshop, Solidwork, AutoCAD, SPSS
      3. ถ้าหาไม่ได้แล้วต้องการใช้  แล้วลืมเอามา ทางออกมันก็มีครับ คือไม่ซื้อของแท้ กับทางมหาลัยไปเลย ซึ่งมันจะได้ส่วนลดเยอะมาก อย่าง Office 2010 Professional Plus เนี่ย ถ้าคุณเป็นเด็ก UIUC คุณสามารถซื่อมาใช้ได้ในราคา $5 หรือ ถ้า Win7 Professional ถ้าคุณเป็นเด็ก Penn Engineering ก็โหลดของแท้ได้ฟรี
      4. อีกทางออกหนึ่งก็คือ โหลตบิตจากเวบบิตชื่อดังในไทยเอา หรือขอเอาจากคนรู้จักแถวๆนั้น
      5. Hiren BootCD อันนี้ผมค่อนข้างแนะนำว่าควรมีติดตัวไว้อย่างยิ่ง เอาไว้ใช้แก้ปัญหาทุกอย่างตั้งแต่ Ghost, ไวรัส, กูไฟล์ และอื่นๆ
    5. Blank CD/DVD
      1. เอามาแค่ 2-3 แผ่นพอ เผื่อต้องใช้ฉุกเฉิน โดยเฉพาะถ้าต้องลง Windows ใหม่, Ghost/Recover HDD ที่เหลือ ค่อยมาซื้อเอาที่นี่
  13. เอกสารที่สำคัญ scan ไว้ทั้งหมด แยกเก็บไว้ใน notebook, external harddrive และ e-mail ของตัวเอง ตัวผมเองก็ใช้วิธีการเก็บเอกสารสำคัญทุกชนิดกระจายเก็บไว้ในเมล์ ก่อนโยนเข้า e-mail ตัวเอง ก็ควรจะบีบไฟล์ เข้ารหัสและใส่ password ไว้ เพราะอย่าลืมเมื่อคุณอัพทุกอย่างไปในเนท มันจะไม่ใช่ๆของๆคุณคนเดียวอีกต่อไป
  14. เงินสด ควรพกเงินสดติดตัวมาด้วยจำนวนหนึ่ง เมกากำหนดว่าคุณเอาเงินสดเข้ามาได้ไม่เกิน $10,000 ส่วนจะเอาติดตัวมาเท่าไรก็แล้วแต่คุณแล้วกัน แต่ผม**ไม่แนะนำ** ให้ถือเป็นแบงค์ดราฟท์ หรือ traveler check มาทั้งหมด เพราะมันใช้เวลาหลายวันกว่าเงินจะเข้าบัญชี อย่างกรณีที่น้องผมที่เคยเจอใช้เวลาเกือบ 2 อาทิตย์ (เคยซื้อของค่าธนาคารสีม่วง) 2 อาทิตย์นี่ทำคุณตายได้เหมือนกัน จริงๆ มันก็มีอีกวิธีเหมือนกันคือถือมาแค่สัก 1-2 พัน แล้วมาเปิดบัญชีที่นี่ แล้วให้ทางบ้านโอนมา ถ้าวิธีนี้เงินจะเข้าภายใน 1 วันแต่กว่าจะถอนได้ก็ต้องรออีกวัน  ดังนั้น ควรถือมาให้พอกับค่าเกินอยู่ กับค่าบ้าน อย่างน้อย 1 เดือน และอื่นๆจิปาถะ ถ้าถามว่าตอนผมพกมาเท่าไร ผมถือมาเยอะอยู่ เยอะจนผมโดนตม.ที่ Detroit 2 คนถามผม 2 รอบ ถามแบบขู่ๆด้วยว่าถ้าถือเกินตามจำนวนมาจะโดนยึดนะ ก็ตอบไปว่ากูก็รู้ว่ากฏเป็นไง และกูก็ไม่ได้ถือเกินมา จะค้นก็เชิญ  ที่ผมต้องถือมาเยอะเพราะตอนที่มาถึงมันครบกำหนดจ่ายเงินค่าเรียนพอดี มันไม่มีเวลารอเงินเข้าแล้วก็ต้องถือสดไปจ่าย
  15. Credit Card / ATM (Debit) ติดตัวมาสักใบหนึ่ง ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ในช่วงแรกๆ แต่ผมแนะนำเป็น Credit Card มากกว่า เพราะโดยส่วนใหญ่ร้านที่นี่โดยส่วนใหญ่จะรับบัตรแทบทุกร้าน และ ตู้กด ATM จะหากว่าไทยนิดหนึ่ง และในการกดต่างประเทศถ้าจำไม่ผิดจะเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท และอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมของธนาคารที่นี่อีกต่อด้วย จ่าย credit card ยังไงต่อให้ส่วนต่างค่าแลกเปลี่ยนบาทหนึ่งเลย ก็ต้องจ่าย $100 ขึ้นไปกว่าจะเท่า ค่าธรรมเนียม ATM
  16. ตัวแปลงปลั๊ก คือที่เมกาปลั๊กมันจะเป็นหัวแบน ดังนั้นควรเตรียมตัวแปลงมาด้วย บ้านเรามันมีทั้งหัวกลมและหัวแบน ถ้าลืม หรือหาไม่ได้ก็มาหาซื้อที่นี้เอาได้แต่ เตือนไว้ก่อนว่าราคาก็จะแพงกว่าบ้านเราแน่ๆ ส่วนกระแสไฟในเมกาเป็น 110V 60Hz ส่วนหม้อแปลงไม่ต้องเวอร์แบกมา เดี๋ยวนี้อุปกรณ์แทบทุกชนิดตัว adapter เป็น switching หมดแล้วใช้ได้ทั้ง 110 และ 220
  17. ยาประจำตัว อันนี้สำคัญ เพราะค่ารักษาพยาบาลในเมกาสูงมาก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมหาลัยมักจะบังคับให้เราทำประกันสุขภาพกับอุบัติเหตุด้วย การจะซื้อยาจะต้องใช้ prescription ตลอด ยกเว้นยาสามัญทั่วไป ที่สามารถซื้อได้ตาม CVS หรือ Rite-Aid อ่อ อีกอย่างคือ เมกาไม่มียา Arcoxia ขายนะ ถ้ารู้ว่า Norgesic เอาอาการปวดไม่อยู่ ก็เตรียมมาด้วยครับ (ยาแก้ปวดที่มีขายที่นี่คือ Aleve (Naproxen) สามารถซื้อได้ตาม CVS) และถ้าต้องกินยาแก้สิวอย่าง Acnotin (Isotretinoin / loacutane) ก็เตรียมมาและกัน เพราะที่นี่มันไม่ได้สั่งกันง่ายๆเหมือนที่ไทย  ยาทั่วๆไปอย่าง Tylenol Paracetamol (ไม่ต้องตกใจ ถ้าหา Para ไม่เจอ เพราะที่นี่เขาเรียก Acetaminophen) หาซื้อได้ง่ายมาก ไม่ต้องเตรียมมาเยอะ ส่วนยาแก้แพ้ แก้หวัด ก็หาซื้อได้ง่ายมาก เดินเลือกๆเอาตามชั้นวางสินค้าได้เลยไม่ต้องไปซื้อจากเภสัชกรเหมือนที่ไทย และพวกวิตามินต่างๆก็ไม่ต้องเอามา ที่นี่มีขายเกลื่อนแถมราคาถูกกว่าบ้านเราเยอะ ไม่ว่าจะทั้ง Vitamin รวม, Calcium, L-Carnitine, Fish Oil, Melatonin
  18. ยาดม จะตราโป๊ยเซียน เจ้าคุณหรือ Peppermint Field ก็ควรเตรียมมาครับ ที่นี่ไม่มีขาย มันจะช่วยคุณมาเวลาคุณเป็นหวัด หรือปวดหัว มีช่วงหนึ่งจมูกตันมาก ตอนนั้นทำยาดมหาย ก็เลยพยายามหาซื้อยาดมจาก CVS ไปเจอยี่ห้อ Vick ดีใจมาก ตอนดมก็ดมแทบจะทุก 20 นาที ตอนซื้อก็ไม่ได้อ่านฉลากนะ จนกระทั่งเอะใจ มาอ่านดูฉลากพบว่า แมร่งห้ามดมเกินกว่า 2-3 ครั้งต่อวัน ชิบหาย!!! อ่อ ถ้าลืมซื้อจากไทย ใน eBay มี seller ไทย ขายเหมือนกันครับ ส่งจากไทย 5-7 หลอด รวมค่าส่งอยู่ประมาณ $7-10 แล้วแต่ราย ผมสั่งมาเหมือนกันประมาณ $7 ship มาจากภูเก็ตสะด้วย
  19. ถุงยาง  ถ้าคุณเป็นผู้ชาย ไม่ว่าจะมาเรียนตัวคนเดียว มากับแฟน หรือมากับภรรยา แน่นอนล่ะว่าประเด็นหลักคือ คุณมาเรียนอ่ะนะ แต่เรื่องเซ็กส์ก็เป็นเรื่องไม่เข้าใครออกใคร การมีติดตัวไว้ ผมว่าไม่ใช่เรื่องน่าอายนะ จะใช้ ไม่ใช้ หรือไม่ได้ใช้ก็อีกเรื่อง ถือว่าโตๆกันแล้ว สิ่งที่ควรรู้คือ ถุงยางบ้านเราหลักๆจะมี อยู่ 3 ไซส์ คือ 49/52/54 mm สำหรับชายไทยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 49/52 ในเมกาไม่ใช่จะไม่มีไซส์บ้านเราเลยนะ เพราะมันมีขายกันคือ 52/54/56 ซึ่ง 52 เป็นช่วงคาบเกี่ยว มันก็คงพอหาซื้อแถวๆนี้ได้ แต่อาจจะน้อยหน่อย ดังนั้น ถ้าคุณคิดว่าต้องใช้ 49 ก็เตรียมๆจากไทยมาน่าจะดีกว่า ไม่งั้นอาจจะต้องสั่งจากไทย (eBay) แล้ว ship มาที่นี่ก็เปลืองค่าส่งอยู่ อ่อ สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือ เกือบทั้งหมดที่จะไม่มีบอกไซส์ตัวเลขข้างกล่องเหมือนที่ไทยนะ แล้วจะรู้ได้ไงก็ต้องลองซื้อมาเทียบเองแล้วกัน 555 ส่วนถามว่าจะซื้อได้ที่ไหน ก็ร้านค้าทั่วไปเกือบทุกแห่ง โดยเฉพาะร้านพวก Pharmacy ทั้งหลาย ถ้า online ก็ eBay หรือ Amazon ส่วนยี่ห้อหลักๆจะเป็น Trojan กับ Lifestyle ส่วน Durex มีเห็นบ้างแต่ไม่เยอะเท่าบ้านเรา รายละเอียดดูเพิ่มจากเวบ CVS  เองแล้วกันครับ …. อย่าลืมนะว่า Better Safe than Sorry
  20. ยาคุม อย่างที่รู้กันว่ายาคุมมี 2 ประเภทคือ ยาคุมธรรมดา และฉุกเฉิน ทั้ง 2 ประเภทนั้นเราสามารถหาซื้อได้ทีร้านขายยาทั่วไปที่เมืองไทย แต่ที่เมกานั้น การซื้อยาคุมธรรมดานั้นจำเป็นต้องมีใบรับรองแพทย์ หรือ prescription ไม่งั้นจะซื้อไม่ได้ แต่ ถ้าเป็นยาคุมฉุกเฉิน หรือที่เรียกว่า “Morning-after pill” นั้นสามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป (Over-The-Counter : OTC) ได้เลย ดังนั้น ถ้าคิดว่าคุณจำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางสุขภาพหรือเซ็กส์ก็แล้วแต่ แนะนำว่าพกมาจากเมืองไทยด้วย
  21. แป้งเย็น Protex หรือตรางู ก็แล้วแต่ อันนี้อาจจะฟังดูประหลาด แต่จริงครับ ถ้าคุณมาอยู่ Philly หรือ New York ช่วง Summer มันร้อนตับแทบแตก ร้อนยิ่งกว่าไทยอีก อย่าง ณ ขณะนี้เดือนกรฏา อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 34-36 C ครับ ช่วง peak คือ 38-39 C ร้อนติดต่อกัน 3 วัน (เดือนสิงหาตอนนี้ ~30C) ถ้าหากคุณยังหาพัดลม หรือแอร์มาติดไม่ได้ ก็นั่นแหละแป้งเย็นช่วยได้ และเหมือนว่ามันจะไม่มีขายแถวนี้ด้วยนะ เตรียมมานั่นแหละดี
  22. ร่ม เสื้อกันฝน อันนี้ก็แล้วแต่เมืองนะ ผมยึดตาม Philly แล้วกัน ที่เนี่ยอากาศค่อนข้างแปรปรวนมากในทุกๆวัน เช่นตอนเช้าหนาว กลางวันร้อน บ่ายๆเย็นๆฝนตก อันนี้เป็นเรื่องปกติมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นฝนตกระดับเบาๆ จะตกหนักๆเลยก็มีช่วง Summer และช่วงเปลี่ยนฤดู ในช่วงหน้าหนาวก็มีฝนตกเหมือนกันแต่เบาๆ ดังนั้นผมจะใช้ hoodie ของเสื้อหนาวกันแทนเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าคิดว่าหนักกระเป๋าก็มาหาซื้อร่มกับเสื้อได้แถวๆนี้ ใน CVS ก็มีขาย

ทำใจ

  1. ของส่วนตัวบางอย่างที่บ้าน … นึกไว้เสมอว่า …. Just let it go
  2. หากคุณมีแฟน จงเผื่อใจไว้ว่า โอกาสเลิกกันมีสูงมาก เชื่อเถอะว่า “รักแท้ แพ้ระยะทาง”  ไม่คุณก็เขา ก็มีโอกาสเจอคนใหม่ เป้าหมายคือเรียนให้จบ อยู่ข้างหน้า … ถ้าคิดว่า maintain ความสัมพันธ์กันได้ ก็ดีไป แต่ถ้ามันเกิดเหตุระหว่างที่คุณเรียนอยู่นั้น เกรดจะร่วงเอากันได้ง่ายนะครับ โดยเฉพาะถ้าเรียนโท ที่เรียน 10 ตัว ถ้านับเป็นเทอมก็ 3-4 ตัวต่อเทอม ร่วงไปเทอมหนึ่งก็หนาวแล้วล่ะ  จากประสบการณ์ส่วนตัวผมบอกได้เลยว่า “Long Distance Relationship hardly work” ครับ    และอีกคำพูดหนึ่งที่เอาไว้ใช้เตือนตัวเองคือ “You know, it’s like we said. Plenty of other fish in the sea” — (500) Days of Summer

อารมณ์

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนที่จะมาเรียนต่อต่างประเทศควรจะรู้คือ “อารมณ์ของตัวเอง”

ถือเป็นความโชคดีที่ก่อนมาเนี่ย จริงๆแล้วผมเคยเข้าค่ายอบรม นักเรียนทุนรัฐบาล/กพ. (“นทร”) เมื่อปี 49  (จริงๆ ก่อนมาผมได้ทุน กพ.(กระทรวงวิทย์) สำหรับเรียนโท-เอก ด้าน Computer Network และกลับไปใช้ที่ NECTEC นั่นแหละ แต่ตอนหลังด้วยเหตุผลส่วนตัวเลยต้องขอยกเลิกทุนไป) ตอนนั้นมีจิตแพทย์ท่านหนึ่งมาอธิบายเรื่อง กราฟอารมณ์ และบอกว่า เราต้องรู้ทันความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนมา มาอยู่ใหม่และ หลังจากอยู่ไปได้ซักระยะ เนื่องจากเวลามาที่นี่ คุณจะเหงา คุณจะมีอิสระเต็มที่ และบางครั้ง ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง บรรยากาศและอื่นๆ มันทำให้คุณ “พลาด” ได้อย่างที่คุณอาจจะต้องมาเสียใจภายหลัง โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นผู้หญิง

ทั้งนี้ อารมณ์และความรู้สึกที่คุณจะมาเผชิญที่นี่มีหลักๆ เหงา > homesick > เครียด > depress

เรื่องกราฟไม่รู้เอามาด้วยป่าว ถ้าเจอจะ scan ขึ้นให้

สำหรับผมเอง …

============================================================

## เมื่อเดินทางมาถึง

สิ่งแรกๆเมื่อมาถึง

  1. เปิดบัญชีธนาคาร เอาเงินไปฝาก ไม่ว่าจะหิ้วมาเป็นเงินสด หรือ Traveler Check เพราะเงินคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
  2. ซื้อโทรศัพท์มือถือใช้ชั่วคราว เช่น AT&T GoPhone คุณจะไปซื้อที่ร้านก็ได้ แต่ผมแนะนำให้ซื้อจาก AT&T ในเนทดีกว่า เพราะบางทีมีส่วนลด บางเครื่องมีแบบ refurbish ราคาไม่กี่เหรียญ ไม่ต้องแคร์มาก เพราะไงก็ใช้แค่ชั่วคราว ค่าส่งฟรี และของได้รับใน 2-3วัน รวมๆแล้วประหยัดไปซื้อที่ร้านได้ 20-30 เหรียญ อย่าทำซ้ำรอยผม คือโดนฟันที่ร้านไป แบบไม่รู้ตัว
  3. ตระเวณ หาตำแหน่ง CVS, Rite-Aids, Walgreens และ ร้านสะดวกซื้อทั้งหลายอื่น เพราะนี่คือแหล่งที่ทำให้คุณรอดตายได้
  4. [เดือน – 2 เดือนแรก] Photo ID card / Driving License ไปอ่านรายละเอียดได้ที่ https://titiworn.wordpress.com/2011/03/19/state-id-card-photo-id/
  5. หา Net ใช้ได้ให้ เพราะมันหมายถึง e-mail, facebook, msn, skype และ ทุกอย่าง

การใช้ชีวิต

  1. ทุกอย่างหาซื้อได้ใน Amazon และ eBay ในราคาที่ถูกกว่า และไม่เสียภาษี
  2. E-mail ของมหาลัย (.edu) สามารถ สมัคร Amazon Prime ใช้ได้ฟรี 1 ปี เหลือฟรี 6 เดือนแล้ว (โดยสมัครผ่าน Amazon Student) ข้อดีคือ สั่งสินค้าที่มีเครื่องหมาย Amazon Prime หรือ สินค้าใดๆก็แล้วแต่ที่ Amazon เป็นคนขายเอง สามารถส่งฟรี ได้เร็วภายใน 2 วัน แต่ถ้าไม่มี mail .edu แต่อยากใช้ Prime ก็ต้องจ่ายค่าสมาชิก $79 ต่อปี
    1. คำเตือน ในการสมัครใช้ Amazon Student นั้น เมื่อหมดอายุ Amazon ถือสิทธิ์ในการต่ออายุ Prime ให้คุณอัตโนมัตินั่นคือคุณจะโดนชาร์จค่าธรรมเนียม $79 $39 ทันทีที่มันหมดอายุลง ดังนั้น ถ้าคุณคิดว่าจะใช้แค่ฟรี 1 ปีนี้คุณต้องมั่นใจว่าคุณ cancel ตัว Amazon Student ก่อนมันหมดอายุ โดยไปที่ส่วนของ “Your Account” > “Amazon Student Membership” > “Cancel Amazon Student Membership”
    2. แต่ถ้าคุณคิดว่าอยากจะใช้ Prime ต่อแน่… เพื่อความชัวร์ก็ควรจะต่ออายุก่อน Amazon Student มันหมดอายุลงสัก 1-2 วัน ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมในการ upgrade เป็น Amazon Prime แค่ $49 $39  หรือจะปล่อยให้มันต่อเองอัตโนมัติก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น Amazon บอกว่า (May 2012) คุณมีสิทธิใช้ Prime ภายใต้ Amazon Student ได้เพียงแค่ 4 ปี (ฟรี 1 ปี กับ จ่าย 3 ปี) หลังจากนั้นมันจะเปลี่ยนมาเป็นราคาเต็ม
  3. โคมไฟอ่านหนังสือ เครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม และเครื่องครัว สามารถหาซื้อได้ที่ IKEA ในราคาถูก สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือของ IKEA โดยส่วนมากจะห่วย แต่ ข้อดีมันคือถูก เป็นผมไม่คิดไรมาก ขอเน้นถูกไว้ก่อน เพราะใช้งานมันแค่ 2 ปี

SSN คือ ทุกๆอย่าง

เมื่อคุณมาอยู่ที่นี่ คุณจะพบได้ว่า SSN มันคือทุกๆอย่างจริงๆ ทุก database จะเชื่อมโยงเข้า SSN นั่นคือ ข้อมูลส่วนตัว ประวัติการทำงาน ข้อมูลการเสียภาษี รายได้ ข้อมูลทางการเงิน เครดิต และอื่นๆ ไม่ว่าคุณจะขอ service อะไรเช่น เช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ บัญชีธนาคาร

SSN คืออะไร มันย่อมาจาก Social Security Number ถ้าแปลเป็นไทยคือ หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ที่ไทยตอนนี้ใช้หมายเลขเดียวกับบัตรประชาชน แต่ความสำคัญของ SSN เรียกได้ว่า แทบเกือบจะเป็น identity ของคุณเกือบทุกอย่าง

แต่… สำหรับนักเรียนต่างชาติตาดำๆ คุณไม่มีสิทธิ์ไปของ SSN เพราะเขาไม่อนุญาต กรณีเดียวที่จะขอได้คือ คุณต้องมีรายได้ อย่างถูกกฏหมาย ที่จะต้องไปเสียภาษี ถ้าคุณเป็น PhD student ถือว่าสบายไป มหาลัยเกือบทุกที่จะบังคับให้คุณทำ SSN อยู่แล้ว เพราะคุณจะมีรายได้จาก research, บางกรณีรวมถึงทุนต่างๆด้วย แต่สำหรับ Master student ล่ะ หนทางที่ง่ายที่สุดที่จะมี SSN ได้คือ หางานในมหาลัยทำ ผมเชื่อว่ามหาลัยหลายแห่งจะมี web portal ตรงกลางเพื่อประกาศหาเด็กไปทำ part-time ซึ่ง UPenn เองก็เป็นแบบนั้น

============================================================

ที่พัก

ที่พัก ใน Philadelphia

โดยส่วนใหญ่จากทีถามๆ กันมา คือ ในปีแรก ทุกคนมักจะอยู่ที่ dorm กัน เพราะไม่รู้จะไปนอนที่ไหน หลังจากนั้นปีถัดมาก็จะเริ่มแยกย้ายไปอยู่กันทีอื่นๆ เหตุผลคือ เนื่องด้วยที่พักมันต่างกันครึ่งต่อครึ่ง

พื้นที่สำคัญของเด็ก UPenn ใน Philly มันจะแบ่งเป็น 2 zone หลัก คือ Center City (ตัวเมือง) และ University City (เขตมหาลัย หรืออีกชื่อ West Philadelphia)

ราคาที่พักต่อเดือนขึ้นอยู่กับประเภทห้อง ขนาดห้อง และบริเวณของที่พัก

University City Area

ย่าน University City มันจะแบ่งเป็น 3 แบบ คือ

  1. Dorm ของ UPenn
    1. Sansom Place East & West (36 Chestnut St.) เป็น dorm ของ UPenn ถ้าเป็นของ Grad Student จะเป็นตึกคู่ที่เรียกว่า Sansom Place East และ Sansom Place West เป็นตึกที่หันหน้าชนกันโดยมีถนน Murray Drive คั่นตรงกลาง ส่วนข้อมูลชนิดของห้องก็ตามเวบนี้
    2. ถ้าของ Ugrad ผมไม่ค่อยรู้แหะ รู้แต่ว่ามีเป็นพวก College House, The Quard และก็มีตึกสูงอยู่ 2 ตึก แต่ไม่รู้แบ่งกันยังไง อยากรู้ก็ไปอ่านในนี้เอา
    3. ราคา: $783 – $1367 รายละเอียดราคาก็ตามนี้ (อันนี้ของปี 2011-2012) ที่ผมเคยอยู่เป็น 2BR/shared bath & kitchen ตอนนี้ก็ขึ้นจากปีก่อนคือ $802 เป็น $840 แล้ว
  2. IHouse(“International House”, 37 Chestnut St.)
    1. เป็นเหมือน Apartment สภาพแต่งเหมือนโรงแรม และห้องก็เล็กพอๆกับโรงแรมอ่ะนะ ตึกนี้เขาสร้างเฉพาะให้เด็กนักเรียนเช่าเท่านั้น
    2. แบบห้อง มันก็มีหลายแบบตั้งแต่ 10 ห้องรวมแชร์ห้องน้ำ 2 ห้องส้วม 2, ห้อง private ห้องน้ำในตัว, small/large apartment, one bedroom .. รายละเอียดก็ตามนี้
    3. ราคา: $750-$1250 รายละเอียดของปี 2011 ก็ตามนี้
  3. Off-Campus Apartments (Agency / Landlord) : ฝั่ง University City

    1. จริง UPenn มี link รวมแหล่ง Off-Campus อยู่เหมือนกัน ที่นี่ แต่มันไม่ค่อยจะ update เท่าไร เหมาะสำหรับไปหาว่ามี agency รายไหนบ้าง แต่เรื่องราคากับห้องที่ว่างเนี่ยคงจะเชื่อไม่ได้เท่าไร อ่อๆ มีอีกเวบหนึ่งที่มี survey & review ของ Landlord แต่ละรายเหมือนกันจัดทำโดย องค์กร grad students ของ UPenn “GAPSA” ที่เวบไซต์นี้ มีรายละเอียด และ Lanlord เยอะใช้ได้ (ทำไมกรูไม่เจอเวบนี้ก่อนหาบ้านเช่ากรูฟะเนี่ย) ข้างล่างนี้ ผม list เฉพาะที่ผมเคยรู้จัก และเคยเดินไปหาข้อมูลมา รายอื่นๆนี่ไม่รู้แหะ ทั้งหมดอยู่ฝั่ง Univ City หมดนะครับ
    2. CA (Campus Apartment) ถือเป็นรายใหญ่ที่สุด เพราะมี property แทบจะครอบคลุมทุกที่ย่านมหาลัยเลย
    3. UCA (University City Associates) : เข้าใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของ CA นะ เหมือนเป็นองค์กรที่แบบ landlord มารวมตัวกัน
    4. UCH (University City Housing) : Halminton Court (38 Chestnut), 4400 Walnut, และอื่นๆ  ตอนที่ผมเช่าอยู่ผมเช่าของ 4400 Walnut ถ้ามองด้านค่าใช้จ่ายถือว่าถูกมากกก แต่ก็แลกมากลับปัญหาหลายอย่างเช่น Agency ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบ เวลามีอะไรพังในบ้านใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะมาซ่อมหลังจาก report ไปแล้ว
    5. Apartments@Penn: Apartment ที่ renovate แล้วดีกว่าชาวบ้านมาก แต่ราคาก็จะแพงกว่านิดๆเช่นกัน มีพี่ท่านหนึ่งเช่ามาพบว่าห้องที่ปรับปรุงใหม่แล้วเป็นพื้นไม้แนวๆเดียวกับใน condo ในไทย ตู้เสื้อผ้าใหม่เอี่ยม ห้องน้ำและครัวดูดีมากกก ราคาณ ปี 2011 ห้องนั้นเป็น studio มี 4 compartment ราคาประมาณ $910 ต่อเดือน ห้องที่ว่าอยู่ที่หัวมุม 40 Pine
    6. The Old Quaker Building Apartment ผมชอบ Apt นี้มาก เคยไปขอเพื่อนผมสิงสถิตอยู่เป็นเวลาหลายอาทิตย์ สภาพห้องใหม่มาก เครืองใช้ในห้องครัวและห้องน้ำเป็น granite top และ kitchen appliance เป็น stainless steel ใหม่เอี่ยม แต่ราคาออกจะแพงไปนิดหนึ่งคือห้อง studio ชั้น 1 ราคา $1300 (2012) ตัวตึกเรียกว่าอยู่ใน area ดีมากคืออยู่ภายใน campus ของ Drexel ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยเรียกว่าดีมาก ตึกมันอยู่ตรง 35 กับ Lancaster ซึ่งห่างจาก Engineering Bld ไปแค่ 2 block เดินไป 5 นาทีก็ถึงห้องเรียนแล้ว
    7. Walter M. Wood อันนี้เหมือนไม่มีเวบไซต์เป็นของตัวเอง แต่มีของอยู่ในเวบที่รีวิวของนักเรียน Grad UPenn (GAPSA) เจ้านี้ค่อนข้างถูก แต่สภาพบ้านและห้องค่อนข้างเก่า บางทีออกโทรมๆนิดเหมือนกัน
    8. New Horizon Housing
    9. Chestnut Hall (39 อยู่ระหว่าง Walnut & Chestnut)
    10. The Radian (39 Walnut): อันนี้ก็ค่อนข้างแพงเหมือนกัน คือขนาดอยู่รวม 3 คนแล้วแชร์ห้องเนี่ยยังตกคนละ $1400-1500
    11. Domus (34 Chestnut) เป็น apartment หรู ราคาแพง อยู่ติดกับ campus เลย ถ้าไม่รวยจริง อย่าไปพักเลยแพงเกินเหตุ
    12. The Axis (36 อยู่ระหว่าง Chestnut & Market)

    ถ้าไล่ราคาแล้วในบรรดา Agency ด้วยกัน Domus > The Radian >= Chestnut Hall > ???? > CA >= UCA >= UCH >= M. Walter (ส่วนนอกนั้นจำไม่ได้ว่าอันไหนแพงกว่าอันไหน)

    (draft) คำเตือนสำหรับการเช่า apt : เรื่อง move-in/move-out date, deposit

Center City Area

ข้อดีของการพักอยู่ในตัวเมืองคือ มันมีอะไรให้ทำเยอะ มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งชอปปิ้ง บาร์/คลับ (ผับ) สวนสาธารณะ และอื่นๆ ที่สำคัญคือ ในตัวเมืองจะถือเป็นบริเวณที่เรียกได้ว่าปลอดภัยมาก เมื่อเทียบกับ West Philly แต่ค่าเช่าห้องนั้นก็จะแพงขึ้นไปอีกคือ เรียกได้ว่า 1000 up ทุกที่ และยังต้องคำนึงถึงค่าเดินทางไป-กลับมหาลัยอีก

ใน Center City ผมไม่ค่อยรู้อ่ะนะว่าที่ไหนดี แต่ เห็นคนไทยก็พักกันตาม RiverLoft (23 Walnut), Independence (6 Washington Square), Cosmopolitan (12 Locust)

  1. Apartments : ฝั่ง Center City
    1. 2020 Walnut Street (20 & Walnut St)
    2. Riverloft (23 Walnut St)
    3. Parc Rittenhouse (18 & Walnut St)
    4. 1500 Locust (15 & Locust St)
    5. The Cosmopolitan (12 & Locust St)
    6. Independence (6 & Washington Square St)

Area Info

  • Center City : avoid Broad Street (especially in the southern part) and around Temple University
  • University City: avoid Market Stand Chestnut St beyond 44th. Southern part is safer.
    • Walnut is the main street in U City.
    • Walnut, Pine, Spruce, Baltimore is safe area
  • New Jersey: Camden is not safe

Internet & TV

  • DSL
    • AT&T U-Verse
    • Verizon Hi-Speed
  • Cable Modem
    • Comcast
    • Charter
  • Fiber Optic
    • Verizon FiOS

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมไม่ประทับใจกับ Verizon DSL Hi-Speed Internet Enhance (7-15 Mbps) เป็นอย่างมาก ที่อยู่ผมมันอยู่ไม่ห่างจาก Central Office มาก ตัว Line Speed sync กันที่ 10/1Mbps (แต่ SNR ค่อนข้างต่ำไปนิดคือ 6/15 dB DL/UL พยายามจะเปลี่ยน modulation แล้วแก้ไม่ได้)แต่ ขอโทษ net เนี่ย เข้า Youtube อย่างกระตุกเลย, Facebook โหลดเป็นชาติ, Test speed (speedtest.net / with Comcast Server @Philly) ช่วง peak time ประมาณ 3-5 ทุ่ม ไม่เคยได้เกิน 1.5 Mbps ใช้มาได้ 20 วัน ต้องไปแจ้งยกเลิก เอาง่ายๆว่า มันแย่กว่า True Hi-Speed 3Mbps ที่บ้านอีกอ่ะ ตอนนี้กำลังรอติด Comcast ตัว 6 Mbps (“Performance”) อยู่

ตอนแรกที่เลือกที่ Verizon มีเหตุผล support อยู่ 2 อย่างคือ speed มากกว่าในราคาที่ถูกกว่าคือ 7-15 ในราคา $39 แถม DSL ไม่ต้อง share bandwidth เหมือน Cable (แม้ว่าจะไปแย่ง bandwidth กันตรง DSLAM อ่ะนะ) และอีกอย่างคือชื่อเสียของ Comcast ที่ shape และ cap ตัว Bit Torrent bandwidth ว่าจะต้องไปไม่เกิน 200GB ต่อเดือน (ถ้าจำไม่ผิด) แต่สรุปคือ ตัดสินใจผิดอย่างแรง ใช้ได้ไปได้ 27 วันทนต่อไม่ไหว ต้องยกเลิกขอเงินคืน ได้คืนแค่ค่าใช้บริการ แต่ค่าส่งอุปกรณ์มาและกลับก็ต้องเสีย $19.99 โอเควะ ยอมจุดนี้ ตอนนี้ก็รอเงิน refund อีก 50 เหรียญคืนมาอยู่ เหตุเพราะมัน charge เงินล่วงหน้าในบัญชีผมก่อนจะยกเลิก

ตอนนี้ก็เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ Comcast ซึ่งรู้สึกได้ว่ามันแรงและเสถียรกว่า Verizon ADSL มากๆ จริงๆตอนแรกอยากสมัคร FiOS มากกว่า ADSL นะแต่ โชคร้ายที่ไม่อยู่ในพื้นที่บริการ

เทคนิค Comcast 6 เดือน

Comcast มันจะออกโปรมาเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการ โดยโปรส่วนใหญ่ที่จะออกมาจะมีอายุเพียงแค่ 6 เดือน ตัวอย่างเช่น ตอนที่ผมสมัครมันมี Performance Plus (with PowerBoost ที่ 15/3 Mbps) เป็นโปร $29.99 แต่ถ้าใช้หลังจาก 6 เดือนไปจะเพิ่มเป็นราวๆ $50 กว่าเหรียญ เพื่อนผมหลายคนใช้วิธีการสลับกันสมัครและยกเลิกทุกๆ 6 เดือน ตัวอย่างเช่น คุณอาศัยอยู่กับเพื่อนกัน 2 คนในอพาร์เมนต์ คุณก็สมัครก่อนแล้วใช้งานไป 6 เดือน พอครบกำหนดก็ยกเลิกและให้เพื่อนอีกคนคุณสมัครแทนในที่อยู่เดิม แล้วก็สลับกันทำงี้ไปทีละ 6 เดือน คุณจะประหยัดไปได้ราว 20 กว่าเหรียญต่อเดือน แต่ก็ต้องอาศัยโชคเหมือนกันว่าตอนนั้นมันมีโปรออกมาหรือเปล่า

อย่าเช่า modem จาก Comcast

ตอนสมัคร Comcast เปิดให้ลูกค้าสามารถเช่า Cable Modem จาก Comcast ได้โดยเสียค่าเช่าเดือนละ $7 คิดๆต่อปีก็ $84 ผมไม่แนะนำให้เช่าครับ ไปซื้อ modem มือ 2 จาก eBay มาคุ้มกว่ากันเยอะ แถมใช้เสร็จเรายังมีความเป็นเจ้าของด้วย ตัวอย่างเช่น ที่ผมใช้ ผมซื้อตัว D-Link DCM-202 จาก eBay โดย bid มารวมของและค่าส่งแล้วได้มา $21.40 ซึ่งโดยเฉลี่ยๆแล้ว modem ตัวนี้ราคาขายท้ายสุดจะอยู่ที่ $20-30 ไม่ควรแพงกว่านี้ ถ้าไปเทียบกับ $84 นี่ประหยัดไปได้ $54 กว่าเหรียญเลย ตอนเอามาต่อก็แค่ต้อง register เข้ากับระบบของ Comcast โดยใช้ account number กับ phone number แค่นั้นเอง

เฟอร์นิเจอร์

ซื้อได้ตามแหล่งห้างทั่วไป ถ้าจะเยอะก็ IKEA, Walmart, Target, Overstock, Best Buy ถ้าไปซื้อที่ร้านแล้วหิ้วมาก็ได้ หรือจะสั่งให้ส่งบ้านก็แล้วร้านว่าค่าส่งยังไง ในบรรดาพวกนี้ Walmart จะคิดค่าส่งถูกสุด ถ้าไม่นับ Free Shipping ที่เคยเห็นคือ 99C ส่วน Target ค่าส่งออกแนวแพงเหมือนกัน ส่วน IKEA ค่าส่งอยู่ประมาณ 70 กว่าเหรียญ แล้วแต่พื้นที่ จำนวน และวิธีการส่ง แต่ตอนที่ผมทำคือ ผมซื้อของ IKEA มีแค่เตียง ชั้นหนังสือ ก็เลยเช่าเป็นกระบะจาก Zipcar ไป ชั่วโมงล่ะ $7 แล้วขับกันไปเอง หรือถ้าเยอะๆหน่อยก็คงต้องเช่าพวก U-Haul ไปขนอ่ะ

ที่นอนและเตียง

ไอ้ที่นอนเนี่ยเป็นเรื่องที่ทำให้ผมสับสนมากเวลาเรียก เพราะอยู่ที่บ้าน ผมก็เรียกว่าทั้งหมดว่าเตียง พอมาถึงนี่งงเป็นไก่ตาแตกเพราะเตียงมันมีส่วนประกอบ 3 ส่วนหลัก คือ Bed Frame/Box (เตียง เป็นกรอบ/กล่อง), Mattress (ฟูก) และ Slatted Base (แผ่นไม้เป็นซี่ๆรองรับตัวฟูก)

ขนาดของเตียง (ไล่ตามลำดับขนาดจากเล็กไปใหญ่)

  • Twin (Single)                = 39″ x 75″
  • Twin XL                       = 39″ x 80″
  • Full Size (Double)        = 54″ x 75″
  • Queen Size                 = 60″ x 80″
  • King Size จริงๆ            = 76″ x 80″
  • มันมีขนาด California King = 72″ x 84″ อีกนะ
  • ซึ่งเข้าใจว่าคือขนาดเดียวกับเตียงคู่บ้านเรานั่นแหละ
  • ref: about.com  (for more info about fitted sheet / flat sheet / comforter size)

ที่บ้านทีไทย ผมใช้เตียง twin และตอนมาอยู่หอของมหาลัยมันเป็นเตียง twin XL นะ แต่ขนาดมันดูแปลกๆนิดหนึ่งเมื่อมาเทียบกับ twin ที่นี่เพราะรู้สึกว่าบ้านเราเตียง twin ผม มันจะกว้างกว่าเตียง twin XL ที่นี่ประมาณ 2-3 นิ้วอ่ะ และส่วนความยาวจะเท่ากับ twin XL ที่นี่ แต่พอย้ายออกมาอยู่ apartment ข้างนอก ผมรู้สึกว่า twin มันเล็กไปหน่อยก็เลยขยับขยายเป็นเป็น full แทน

ศัพท์ที่ควรรู้

  • ผ้านวม = Comforter
  • ผ้าปูเตียง แบบธรรมดา = Bed Sheet
  • ผ้าปูเตียง แบบยางยืดรัดขอบ = Fitted Sheet
  • ชุดผ้าปูเตียง = Sheet Set (ขึ้นอยู่ว่าจะซื้อแบบไหน ส่วนใหญ่มันจะให้ Fitted Sheet x 1, Bed Sheet x 1 ส่วนจำนวนหมอนขึ้นอยู่กับว่าเป็นไซส์ไหน ถ้าเป็น Twin จะเป็น อันเดียว ถ้า Full ขึ้นไปจะเป็นหมอนคู่

จำนวนเส้น (Thread Count)

ควรจะซื้อให้มากกว่า 300 เส้นขึ้นไป เผื่อความไม่สากและลื่นสบายเวลานอน ที่ IKEA จะมีขาย ชนิด 150 เส้น กับ 250 เส้นอ่ะ ถ้าจะเอามากกว่านั้นต้องซื้อหาดูใน Walmart/Target/Amazon ดู

ชนิดของฟูก (Mattress)

  • Foam มันเป็นเตียงทำมาจากโฟม คล้ายๆเตียงยางพาราบ้านเรา
  • Spring ก็เหมือนบ้านเราอ่ะ เป็นเตียง spring
  • Spring + Pillowtop เป็นเตียง spring ที่มีการอัดผ้านวมหนาๆไว้ด้านบน นอนแล้วนุ่มมาก แต่ก็ไม่ปวดหลังเพราะมี spring รองอยู่ข้างใต้

การเลือกซื้อเตียง กับฟูก

จริงๆ ผมก็ไม่รู้อ่ะนะ ว่าอันไหนดี แต่เนื่องจากผมมาเรียนแค่ 2 ปี และเหลือเวลาที่จะใช้งานมันอีก 1 ปีเนี่ย ผมไม่แคร์อะไรมาก ก็เลยซื้อของจาก IKEA เป็นหลัก แต่ก็มองของมือ 2 ไว้ด้วยโดยเฉพาะเตียงเนี่ย ของมือ 2 ที่นี่ราคาจะถูกอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของราคาเต็มถือว่าประหยัดไปได้เป็นร้อยเหรียญอ่ะ ก็เลือกๆดูเอาตาม Craig’s List หรือ ไม่ก็ตาม Mailing list ของนักเรียนจีนตามมหาลัยต่างๆ แต่ก็มีหลายคนนะที่ไม่ซื้อเตียง แต่เอาฟูกวางบนพื้นไปเลย ถือว่าประหยัดค่าเตียงกับค่าไม้ไปได้ โดยเฉพาะ apartment ที่ปูพรมและยังสะอาดๆอยู่

ส่วน Mattress เนี่ย ผมแนะนำให้ซื้อมือ 1 ไปเหอะ หรือจะซื้อมือ 2 ต่อจากคนไทยที่รู้จักก็ได้ แต่จากประสบการณ์ผมว่าคนไทยนี่ล่ะสะอาดสุดแล้ว เพราะจีนและฝรั่งจะค่อนข้างซกมกเป็นส่วนใหญ่  และเตียงเนี่ย อย่างราคามาตรฐานของใหม่ๆจาก IKEA ก็ประมาณ $100 แล้ว ส่วนฟูกเนี่ยก็ $150 ขึ้นไป การซื้อเตียงมือ 2 ที่เป็นยี่ห้อ IKEA อาจจะต้องอาศัยสังเกตและตรวจสอบอย่างมาก เพราะมันจะมีโอกาสมากที่จะพังตั้งแต่มือ 1 เลย โดยเฉพาะถ้าเป็นเตียงไม้ เพราะมัน design มาเพื่อประกอบและต่อรอบเดียว ถ้าถอดและประกอบใหม่ชิ้นส่วนจะค่อนข้างหลวมๆได้ง่าย แต่ยกเว้นกรณีเตียงเหล็ก

กรณีผมคือ Apartment ผมค่อนข้างเก่านิดหนึ่ง เป็นพื้นไม้ ไม่ใช่พรม ก็เลยอยากได้เป็นเตียงมากกว่า วางฟูกบนพื้น อีกเหตุผลหนึ่ง ผมชอบนั่งงานบนเตียง และต้องการพื้นที่ใต้เตียงไว้เก็บของ ส่วนขนาดของเตรียง ผมต้องการเตียงขนาด Full Size เพราะน่าจะนอนสบายกว่า Twin แน่ๆ โชคร้ายคือตอนนั้นซื้อเตียงมือ 2 ลำบากมาก ช่วงนั้นไม่ค่อยมีคนขาย ตอนที่มีคนขาย ก็ไม่มีที่เก็บ เพราะว่ายังไม่ย้ายบ้าน แถมก็ไม่มีรถ และไม่มีใบขับขี่ที่นี่อีก เนื่องจากใบขับขี่ inter หมดอายุ สรุปคือ ก็เลยต้องซื้อมือ 1 จาก IKEA มา สำหรับตัว Full Size ถ้าไล่ตามราคาจากถูกไปแพงแล้วจะมีตัวเลือกอยู่ 4-5 ตัวคือ Fjellse $49.99 เป็นเตียงไม้ สภาพคือโยกเยก ไม่ค่อยแนะนำตัวนี้เท่าไร ถ้าเป็นผู้ชายผมยิ่งไม่แนะนำตัวนี้ เพราะดูแล้วอาจจะหักได้ทุกเมื่อ, Heimdal $99.99 เป็นเตียงเหล็กสีบรอนซ์เงินเข้ม ค่อนข้างแข็งแรง, Rykene $99 เป็นเตียงไม้ที่สภาพแข็งแรงกว่า Fjellse แต่ข้อเสียคือมันมีคานเหล็กรูปตัว X ไต้เตียง ขยับทีก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ้าดเลย, และตัวสุดท้ายคือ Malm $119.99 เป็นตัวยอดฮิตมาก เป็นเตียงไม้ รูปร่างดูดีมาก แข็งแรงทีเดียว  (ล่าสุดเพิ่งมี Leirvik $89.99 ซึ่งเป็นเตียงเหล็กสีขาว มีเหล็กดัดตรงหัวเตียง ถ้าตอนนั้นมีอาจจะมีตัวนี้เป็นอีก option) … และท้ายสุดก็ได้ตัว Heimdal มา ไม่รู้ตอนนั้นคิดไง จริงๆจะอยู่แค่ปีเดียวไม่ต้องแข็งแรงมาก็ได้ แต่คิดๆอยู่ว่าถ้าเกิดไอ้ Fjellse มันพังแล้วต้องซื้อใหม่อีกที คงไม่ขำเลยนะ แต่เอาเหอะรู้สึกคิดไม่ผิดที่ถอยไอ้ตัวนี้มา เพราะอย่างน้อยที่ชอบอีกอย่างคือไอ้หัวเตียงเอาไว้ตากผ้ากับพาดเสื้อผ้าได้ 555

แอร์ (“AC”)

แอร์ที่เขาใช้กันทั่วไปมันจะมีอยู่ 3 อย่างคือ แบบติดหน้าต่าง แบบตั้งพื้น และแบบ central air แต่โดยส่วนใหญ่ของคนที่นี่แล้วจะใช้เป็นแบบติดหน้าต่าง (Window AC) เหตุผลคือ ง่ายต่อการติดตั้งและราคาไม่แพง ซึ่งจะแตกต่างกับบ้านเราที่จะเป็นแอร์ที่ติดกับตัวห้องเลยโดยแยกส่วนของตัวแอร์และตัว compressor ไว้ข้างนอก แต่ตัว window AC มันจะมาเป็นเครื่องๆเดียวๆ ในการติดตั้งก็แค่วางมันตรงขอบหน้าต่างแล้วก็เอากระจกหน้าต่างเลื่อนลงมาทับไว้ แล้วก็ใช้ตัวหน้ากากปรับได้ปิดตรงช่องว่างระหว่างตัวแอร์กับส่วนที่เหลือของหน้าต่างด้านข้างๆ ส่วนแบบตั้งพื้นมันก็จะคล้ายๆพัดลมไอน้ำบ้านเรา เพียงแต่มันจะมีงวงช้างให้เอายื่นออกไปนอกห้องเพื่อถ่ายเทความร้อน

เนื่องจากเรามาเป็นนักเรียนก็จะเน้นราคาถูกไว้ก่อน ยี่ห้อที่จะค่อนข้าง popular มากคือ Haier กับ Kenmore ถ้าจะแพงขึ้นมาอีกนิดก็จะเป็น Frigidaire และถ้าแพงไปเลยก็พวกยี่ห้อญี่ป่นทั้งหลาย Sharp, Panasonic เอย

ถามว่าอยู่เมืองหนาวอย่างเมกาต้องใช้แอร์ด้วยเหรอ ก็ลองคิดดูว่า Philadelphia อากาศโดยเฉลี่ยตลอด summer คือ 30-34C และร้อนสุดๆช่วง peak ในปี 2011 คือ 39C ยาวนานติดกัน 3 วัน แต่คุณต้องเข้าใจว่าในหนึ่งปี คุณจะมีช่วงเวลาที่จะได้ใช้แอร์แค่ 3-4 เดือน นอกนั้นจะใช้เป็น heater ตลอด ดังนั้นก็แพลนให้ดีๆจะซื้อไหม หรือจะซื้อมือไหน ซื้อเมื่อไหร่ แน่ล่ะว่าของมือ 2 ช่วงหน้าร้อน heater จะถูก แอร์จะแพง กลับกันกับหน้าหนาว

ขนาดของแอร์ windows ac ต่ำสุดคือ 5,000 BTU ราคาถ้ามือ 1 ของ Haier รุ่นถูกสุดคือแบบหมุนปรับเนี่ย ในเวบอย่าง target หรือ walmart อยู่ที่ ประมาณ $99 ถูกสุดที่เคยเห็นคือ $89 แต่ถ้ามือ 2 ก็ควรซื้อได้ในราคาครึ่งหนึ่งคือ $40-50 ถ้าใช้มาปีหนึ่ง และลดลงไปถ้าอายุมากกว่าปี

Life

การเดินทาง

ชีวิตของเด็ก UPenn จะต่างกับที่อื่นๆพอควรโดยเฉพาะแถบ west กัน ในเรื่องรถ เพราะแถวนี้ไม่ค่อยมีใครซื้อรถกัน อยู่กันระยะสั้น และที่จอดรถค่อนข้างแพง และก็ Philly เป็นเมืองที่ Public Transportation ดีมาก เพราะคุณไปได้เกือบทุกที่โดยใช้รถไฟ ใต้ดินกับ รถเมล์ ถ้าเทียบจำนวนคนมีรถแล้วคิดว่าน่าจะมีสัก 3-4 คนได้มั้ง ถ้าไม่นับบรรดาหมอๆที่ต้องอยู่ที่นี่กันนานๆ ระบบ Transportation ของ Philly จะถูกจัดการโดย SEPTA

ถ้าต้องใช้รถจริงๆจะเช่ารถขับกัน ถ้าแบ่งตามประเภทใช้งานก็เป็นทั่วไป กับย้ายของ ถ้าทั่วไปที่ดังๆก็จะมี ZipCar กับ Philly Carshare ส่วนถ้าพวก truck ขนของก็พวก U-Haul ที่ดังๆเลย นอกนั้นจะเห็น Penske, Budget บ้างประปราย ส่วนราคาเช่าก็ vary ตามชนิดรถ ถ้าอย่าง ZipCar จะคิดเป็นรายชั่วโมงตกประมาณ $7-8 รวมค่าน้ำมันและประกันแล้ว แต่ถ้า U-Haul นี่โหดมาก เพราะราคาจริงๆไม่ใช่ นอกจากค่าเช่ารายวันกับที่คิดตามระยะทางที่โชว์บนเวบแล้ว มันไม่รวมค่าน้ำมัน ค่าประกัน และธรรมเนียมอื่นๆอีก ถ้าเอาคร่าวๆ คุณจะเช่า U-Haul คิดไปเลยขึ้นต่ำที่ต้องเสียคือประมาณ $80

ซื้อของ … ลดราคา, Coupon

….

Carshare

ติดต่อผม?

ไอ้ที่เขียนไว้เนี่ย คือคิดได้แล้วก็ทยอยมานั่ง update เรื่อยๆ เนื้อหามันจะถูกเพิ่มถูกเปลี่ยนตลอดเวลา เนื่องจากมันไม่ใช่ text และ มันคงมีไม่ครบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้อ่ะนะ ผมถือว่ามันเป็นเหมือนโน๊ต/ไดอารี่ผมมากกว่า ดังนั้น ถ้ามีเรื่องไรอยากถาม หรือต้องการติดต่อผมเป็นการส่วนตัวในบางเรื่อง ผมก็ยินดี ก็ทิ้งข้อความพร้อม e-mail ไว้ใน comment ข้างและกัน ข้อความมันไม่จะไม่ถูกโพสในหน้านี้เลยจนกว่าผมจะอนุมัติแต่มันจะส่งเข้าเมล์ผมโดยตรงแทน ดังนั้นคงไม่ต้องห่วงเรื่อง privacy ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัวผมจะไม่อนุมัติขึ้น comment ข้างล่าง

Creative Commons License
Creative Commons Attributions 3.0
(c) 2011 – Titiworn C.

——–

My Topic Notes:

  1. Medicines to bring,  iPhone app “Micromedex”
  2. Banking
    1. Type of Accounts :
      1. Checking
      2. Saving
      3. Credit
    2. Type of Cards,
      1. Debit
      2. Credit
    3. Credit System, Credit Scores
    4. Secured Credit Card
  3. Area Info
  4. Transportation
    1. SEPTA (Subways, Bus, Trolly, Regional Train), Token
    2. PennTransit : Penn Bus, Penn Shuttle, Walking Escort
    3. Car Share (ZipCar/ Philly Car Share
    4. International Driver License / Thai Driver License Limitation
    5. Amtrack, Bus (ref to “Travel” Topic)
    6. Buying Cars (Buy, Leasing, Financing)
      1. Deal with dealers
      2. Test Drive
      3. VIN number
      4. Type of Cars (Sedan)
        1. Economy / Compact – Fit (Jazz), Yaris (Vios), Mazda3
        2. Mid-Size – Civic, Corolla
        3. Full Size – Camry, Accord
  5. [North Carolina] Insurance – Driving License – Car buying , The infinite loop
  6. Thai Students (“PennThai” ,Drexel, UScience) and Thai People in Philadelphia (Hospitals, Restaurants)
  7. Mailing List (Criaglist,CSSAP)
  8. Place to eat
    1. Food Trucks (33 Spruce, 38 Walnut, Pottruck Gym),
    2. Recommended Restaurants (Thai, Japanese, Korean, Chinese, American, Italy, Mexican)
  9. Cell Phone Operators
    1. GSM / 3G / 4G LTE : AT&T, T-Mobile  (in Philly AT&T is better than T-Mobile)
    2. CDMA /3G / 4G LTE : Verizon, Sprint
    3. Prepaid (GoPhone) – Postpaid (Family Plan)
    4. Sim Card (order from eBay for $1)
  10. Laptop Specs
  11. Emotion Graph (Homesick)
  12. Textbook sources (Used, eBook)
  13. Discounts, Coupons (Slickdeals, techbargain, deallick), Manufacturer outlet, Overstocks
  14. Place to shop
    1. Oriental Food : Asia Supermarket (11 Race???), Korean (69 terminal st)
    2. List : Fresh Grocer, CVS, Thriftway/Shop N Bag, Walgreens, Lowes, Shoprite, Pathmark
    3. Outlets and Shopping Center : Premium Outlet, The Walk (Atlantic City)
    4. Shopping Center : King of Prussia, Christiana Mall, Macy’s
    5. Electronics & Computer: Newegg, Amazon, Micro Center
    6. Online/Offline stores : Walmart, Target, Staples, Best Buy,Office Depot, Office Max, B&H, J&R
    7. CK in Macy’s online is cheaper than CK Official website.
  15. Liquor Store
    1. Beers: 43 Walnut
    2. Wine and Spirits, Whisky : 48 Baltimore
  16. Travel
    1. Discount Air Ticket :
      1. Agency : Thai, Laos
      2. Website : Expedia, Kayak, Orbitz
      3. Southwest
    2. Visa and Docs (I-20 Stamp)
    3. Shuttle bus from Philly to JFK, Newark
    4. Megabus, Boltbus, Greyhound, China Town Bus
    5. ****** Car Rental ********
      1. car by hour : Zipcar, Philly Car Share
      2. real car rental : Budget, Hertz (f* expensive), Enterprise, Alamo, Dollar, Avis
      3. f*king expensive insurance : CDW/LDW, LIS/LSI, PAE
      4. Warning : Hotwire Trap, Visa CDW Loophole (not inc damage, larceny) , Alliance Travel Insurance Loophole for CDW (include larceny, but … if not travel purpose, need to have return date)
  17. Finding a job
    1. OPT Period (3 months finding a job, all 12 months, internship deduct OPT time, on-campus not)
    2. Full-time, Part-time, Interns
    3. Visa
      1. OPT Cap Gap -> why grad in May better than in Dec
      2. H1B Info Process, Apr-Oct Period , Quota 65k (45k ugrads +20k grads)
  18. Shipping stuff back
    1. Rama, Lanna, Sevensea
    2. 1-time in your life under your name without tax
  19. Misc
    1. Places to visit in Philly
    2. Penn Fitness Center (Pottruck, Fox, Hutchinson) + Membership (Free for ugrads, $360/yr for grads, HUP, CHOP staff)
    3. Photo Printing
      1. CVS Photo
      2. Shutterfly
    4. Penn Activities (for grads)
      1. GAPSA : Social events (clubbing and events)
      2. Graduate Center
      3. GSEG, ESEGA, EMAB
    5. Activities
      1. Thai Temple
      2. Karaoke
      3. Rafting
      4. Six Flags (NJ)
      5. Finding

Update: Aug 4, 2012 | Jul 7, 2012 | May 19, 2012 | Aug 10, 2011 

 
Leave a comment

Posted by on April 5, 2011 in My Life in US

 

State ID Card (Photo ID)

วันนี้เพิ่งไปทำ State ID Card / Photo ID Card มา หลังจากที่แทบไม่มีเวลากระดิกตัวไปไหนเลย นอกจาก การบ้าน โปรเจค และ Presentation ที่ทั้งหมดมีมาให้ทำทุกวัน

ทำไมคนต่างด้าวอย่างเรา ต้องไปทำ ID card?

สำหรับผม คือ ผมขี้เกียจต้องพก Passport ไปไหนมาไหนตลอดเวลา การมีอะไรที่บัตรๆ พกติดกระเป๋าได้จะดีมาก แถมยิ่งเรื่องหาย ถ้า Passport หายนี่เรื่องใหญ่มาก เพราะมันไม่ใช่แค่ Passport แต่มันรวมถึง Visa และ I-94 ด้วย  และ โดยเฉพาะหากคุณไปผับ หรือสถานบันเทิง หรือ ซื้อเครืองดื่มแอลกอฮอลทุกชนิด ที่เมกาค่อนข้างซีเรียสมาก คุณจะต้องแสดง ID ที่มีรูป ชื่อ และอายุทุกครั้ง ดังนั้น การพกพา Passport ไปผับ ซึ่งโอกาสเมาแล้วทำหายสูงเนี่ย ผมว่าไม่สนุกแน่ๆ บางคนอาจจะแย้งว่า อ้าว แล้วใช้ Student ID ไม่ได้เหรอ คำตอบคือ ไม่ได้ครับ เพราะมันมีแค่ รูปกับชื่อ แต่วันเกิดไม่มี  อ้าว แล้ว บัตรประชาชนจากไทยเวอร์ชั่น smart chip ล่ะ (อันที่ไม่ใช่เวอร์ชั่น บัตรแข็งสีฟ้า และ ไม่ใช่ “บัตรเหลือง” แน่ๆ ) หรือ ใบขับขี่รุ่นใหม่ ที่มีภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่รู้ครับ แล้วแต่ที่ บางที่ก็ให้ บางที่ก็ไม่ให้ อีกอย่าง มันยากสำหรับเขาที่จะตรวจสอบด้วยว่า มันของแท้หรือเปล่า ยัง valid อยู่ใหม่ เพราะมันไม่ใช่บัตรที่ออกโดย federal หรือ state ของเขาอ่ะนะครับ

ประเภทของบัตร ID

ID card ที่ว่านี้ มันจะไม่ได้ออกโดย เขตหรืออำเภอ แบบบ้านเรา แต่มันจะออกโดย DMV หรือ เอาภาษาไทยก็ กรมขนส่ง ประจำรัฐนั้นๆ ดังนั้นคงเดาไม่ยากว่า ID มันจะมี 2 แบบ คือ บัตร Driving License และ บัตร Photo ID Card หรือ อีกชื่อคือ State ID Card คุณสามารถถือพร้อมกัน 2 ใบได้ แต่ผมก็อยากถามว่า แล้วจะพกไปทำไมเยอะแยะ เสียตังค์ทำไมหลายรอบ ก็เลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าคิดว่าจะสอบใบขับขี่อยู่แล้ว ก็เอา ใบขับขี่ไป แต่คิดว่า ถ้าจะไม่ขับรถ ขับไม่เป็น รอสอบปฏิบัติ หรืออื่นๆ ก็ทำไปแค่ State ID Card อย่างเดียวพอ คุณจะได้ไม่ต้องตรวจร่างกาย สอบข้อเขียน และสอบปฏิบัติ ด้วย

(ref: http://www.dmv.state.pa.us/drivers_license/index.shtml)

ไปยื่นทำยังไง ที่ไหน ใช้เอกสารไรบ้าง เสียเงินเท่าไร?

สำหรับของ PA เนี่ย หน่วยงาน DMV (Department of Motor Vehicles) มีชื่อว่า PennDOT (Department of Transportation) (http://www.dmv.state.pa.us) แต่ละรัฐชื่อเรียกมันแตกต่างกันออกไป แต่ชื่อ common สุดก็คือ DMV นั่นแหละ

:: ที่ไหน ::

  • DMV ที่ใกล้บ้านคุณมากที่สุด หาได้จากใน เวบ DMV ของรัฐคุณ และ Google Map
  • สำหรับ PA เข้าไปหาได้จาก https://www.dot3.state.pa.us/locator/locator.jsp
  • และสำหรับ Philadelphia ก็มีอยู่ 2 ที่ใกล้ๆ คือ
  1. 801 Arch Street :
    • Mon-Sat 8.30am-4.30pm
    • อยู่ใน Center City แถวๆ China Town นั่ง MFL ไปลง 8th เดินขึ้นเหนือไป 2 block
  2. 1530 S. Columbus Blvd.
    • Tue-Sat: 8.30am-4.3pm
    • อยู่ตะวันออก ลงมาใต้ๆ แถวตรง Target, IKEA ตรงนั้น ไปค่อนข้างยากนิดหนึ่ง แต่ไงถ้าจะสอบใบภาคปฏิบัติ ก็ต้องมาสอบที่นี่อยู่ดี

:: เอกสาร::

ก็ต้องเข้าไปอ่านในเวบของแต่ละรัฐเอา ของ PennDOT (http://www.dmv.state.pa.us/centers/licenseIDCenter.shtml)

แต่ที่ผมเตรียมไปคือ

  1. Passport + Visa + I-94
  2. I-20 (ของผมเป็น F-1)
  3. Social Security Card (สำหรับใครที่ไม่มี ก็ต้องไปเอาจดหมายปฏิเสธการออก SSN ให้ จาก Social Security Office)
  4. จดหมายรองรับการเป็นนักเรียนต่างชาติ จากมหาลัย (ไปขอได้จาก Office of International Program)
  5. Proof of Residency 2 อย่าง ผมใช้
    • Proof of Residency Letter ไปขอที่ Penn Housing Service (พอดีผมพักอยู่ใน dorm ถ้าพักข้างนอกก็ต้องเป็น Lease Agreement)
    • W2 Tax Form ที่มีระบุ บ้านเลขที่
    • (Any Letter from Bank ตอนแรกที่ยังไม่ได้รับ W2 ว่าจะใช้แต่ ไม่ต้องและ)
  6. Application (ของ PA เรียก “DL-54 Form”)
  7. Check สั่งจ่าย PennDOT $13.50 พร้อมเขียนชื่อและที่อยู่กำกับที่เหนือ check ด้านมุมบนซ้าย

เอกสารทุกอย่างต้องมีอายุไปอีกอย่างน้อย 1 ปี ถ้าคุณคิดว่ามาเรียนจะจบปีครึ่ง ก็ต้องควรทำต้้งแต่เทอมแรก

:: นานไหน? มี process อะไรบ้าง::

มันมี อยู่ 3 อย่าง คือไปรับบัตรคิวและนั่งรอ > รอเรียกเพื่อยื่นเอกสาร  >ไปรับบิตรคิวเพื่อไปถ่ายรูป > เซ็น ถ่ายรูป และรับบัตรแข็งแบบ Temporary ตั้งแต่ยื่นจนรับบัตรนี่ประมาณ 20 นาที แต่ นั่งรอชั่วโมงหนึ่ง ฉะนั้น ควรเตรียมอะไรไปอ่านจะดีมาก หลังจากนั้นก็รอ 15 วัน เขาจะส่งบัตรจริงมาให้ที่บ้านเอง

:: ราคา? ::

ค่าสมัคร $13.50 จ่ายเป็น check หรือ money order เท่านั้น ไม่รับเงินสด และ credit card

Links : Exclusively for UPenn Students

  1. OIP : Obtaining a Pennsylvania Driver’s License or ID Card (http://www.upenn.edu/oip/isss/forms/drivingpa.pdf)
  2. PennDOT
  3. Social Security Office : 3901 Market Street (Mon-Fri : 9am-4pm)
    1. http://www.ssa.gov/phila/states/pennsylvania.htm
 
1 Comment

Posted by on March 19, 2011 in My Life in US

 

ปวดหัว เครียด

ครั้งนี้ไม่มีสาระ
 
นอกจากจะบ่นว่า SOP ยังไม่เสร็จ…. ปวดหัว เครียดมากกกกกกกกกกก
ทำมา 2 อาทิตย์เต็มๆ ยังไม่ไปถึงไหนเลย
 
ทำไงดี ทำไงดี ทำไงดี?
 
อีก 16 วันจะต้องสอบ GRE อีกรอบแล้ว…. ไม่พร้อมเลย
 
 
จะสมัครเรียนต่อแต่ ไม่พร้อมสักอย่าง
รู้สึกว่าตัวเอง manage เวลาไม่ดีเลย ทั้งๆเวลาที่ผ่านมาก็มีตั้งเยอะ….
 
 
เครียดว่ะ
 
 
 
4 Comments

Posted by on December 11, 2006 in My Life

 

ชีวิตคนเราเนี่ย….ไม่แน่ไม่นอนจริงๆ

วันนี้ (6/12/2006) เกิดเรื่องเศร้าอีกหนึ่งเรื่อง ผมเองคงไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มาก
เท่าไรนัก แต่ก็รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ต่อทั้งเหตุการณ์และ เพื่อนน้องผมด้วย และยิ่งทำให้คิด
และหันกลับมามองที่ตัวเองมากขึ้น
 
เมื่อ ประมาณ 6 โมงเย็น ระหว่างที่กำลังกินข้าวนั้น แม่ผมพูดให้ฟังว่า เย็นนี้ น้องผมไม่กลับ
มาทานเข้าที่บ้านนะ เพราะต้องไปงานศพ พ่อและแม่ ของเพื่อนที่สนิทมาก สมัยมัธยมต้น ที่
สาธิต ปทุมวัน ซึ่งเสียชีวิตพร้อมกัน ในอุบัติเหตุรถยนต์ เมื่อวันที่ 4 ธันวา ที่ผ่านมา ซึ่งผมมา
ทราบทีหลังว่า พ่อและแม่ของเพื่อนคนนี้ กำลังจะเดินทางกลับจากการไปเที่ยวที่จังหวัดสระแก้ว
ระหว่างนั้นมีรถที่คนร้ายกำลังขับหนีตำรวจ เนื่องจากข้อหาขนยาไอซ์ ในเลนฝั่งตรงข้ามสวนพุ่งชน
ซึ่งขณะนั้นตัวพ่อของเพื่อนน้องคนนี้กำลังหลับอยู่ในรถ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนตัวแม่นั้น ซึ่ง
เป็นคนขับรถมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล แต่คนร้ายดันรอด และรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
งานศพเพิ่งจัดวันนี้เป็นวันแรก เหตุเพราะวันที่ 5 ธันวา มีกฏห้ามจัดงานศพทุกชนิด
 
เพื่อนน้องคนนี้ยังเล่าต่อว่า ก่อนไปเที่ยว พ่อและแม่ของเขาได้ชวนไปเที่ยวด้วย แต่เนื่องจาก
ติดอ่านหนังสือสอบ เลยไม่ได้ไป …
 
พอผมฟังจากที่แม่ผมเล่าจบ ผมก็รู้สึกวาบไปเลย แบบว่า เฮ้ย เสียชีวิตทั้งพ่อ ทั้งแม่ เนี่ยนะ
เป็นใคร ใครจะรับไหว แบบหมดทั้งที่พึ่ง คนดูแล คนที่คอยให้คำปรึกษา ยิ่งพอรู้ว่า น้องเขา
คนนี้กำลังเรียนอยู่ บัญชี จุฬา ปี 2 และมีพี่ชายอีก 2 คน คนหนึ่งเรียนอยู่วิศวะ จุฬา ปี 4 ส่วน
คนโตสุดเรียนโท อยู่ที่ USA แบบว่ายังไม่มีใครที่ทำงานและสามารถให้การช่วยเหลือดูแล
ได้เลย และยิ่งเศร้ากว่า เมื่อได้รู้ความจริงอีกว่า ตอนนี้ พี่ชายที่เมกา ยังไม่ทราบข่าวเรื่องนี้
(แต่เพื่อนๆ คนไทยในเมืองเดียวกัน รวมถึง room mate รู้เรื่องหมดแล้ว) และพี่ชายคน
โตนี้ ยังเพิ่งคุย webcam กับพ่อกับแม่เขาไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า วันที่ 16 นี้จะกลับไทย เพื่อ
จะไปกินข้าวและเที่ยวด้วยกัน…… เศร้านะ
 
รู้สึกสลด เมื่อไร ไอ้คนส่งยา+คนเสพยาเนี่ย มันจะตายๆไปให้หมดประเทศไทยสักทีวะ มี
ชีวิตอยู่แม่งก็ก่อแต่เรื่อง ให้ตายไปก็น่าจะดี เบื่อแล้วว่ะ กับที่นักการเมือง + นักวิชาการ
แม่งบอกว่า คนเสพ เนี่ย เป็นผู้ป่วย ต้องได้รับการรักษา….แต่ในเมื่อผู้ป่วยนี้ โอกาสหาย
มันก็ยาก แถมจะดึงลูกโซ่ Demand ให้มากขึ้น Supply ก็เพิ่มขึ้นอีก มันก็ไม่จบสักที
แล้วจะต้องมีคนสังเวยอีกกี่คนครับ น่าจะมีการออกกฏหมายประหารชีวิตคนขายยาเสพติด
ทุกประเภททุกปริมาณเลย โดยไม่มีการถวายฏีกา สักที
 
พอคิดแล้ว ก็มองกลับมาถึงตัวเอง ว่า เราเนี่ยดีแค่ไหน ที่ยังมีพ่อและแม่คอยดูแล ให้คำ
ปรึกษาอยู่ และก็มานั่งคิดต่อว่า ถ้าไม่มีพ่อและแม่อยู่ ชีวิตเรามันคงจะแย่มากๆ เฮ่อ…
ถึงเพื่อนๆ รีบๆทำดีกับท่านเยอะๆนะครับ เหมือนบทความของน้าเน๊ก ครั้งก่อน
"ทำให้เหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ"
 
สุดท้ายนี้ ขอแสดงความเสียใจต่อน้องคนนี้และครอบครัวด้วยครับ และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหลายนำทางดวงวิญญาณของพ่อและแม่ของน้องเขาไปสู่สุขคติด้วยครับ
 
 
 
 
 
3 Comments

Posted by on December 6, 2006 in My Life

 

5 ปี แลก 10 ปี

ในที่สุด วันศุกร์ที่ 17 ที่ผ่านมาก็ตัดสินใจเป็นเซ็นสัญญาทุนเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับเอาปะป๊า กับมะม้า ไปเซ็นสัญญา
ผู้ค้ำประกันนักเรียนทุนด้วย เฮ้อ มองอีกด้าน นอกจากจะเอาตัวไปลำบากแล้วเนี่ย ยังลากพ่อแม่ติดกับตามไปด้วย…
แย่จริงๆเรา
 
นับจากนี้ไป เราก็จะเปลี่ยนสถานภาพจากบุคคลธรรมดาเป็น "ทาส" แล้วล่ะ โฮ้ๆๆๆๆๆ – ภูมิใจดีไหมเนี่ย อ่อ สัญญา
ทาสเนี่ย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด มันจะกินเวลา 10 ปี หรือพูดง่ายๆว่า ผมจะไป "ไท" ต่อเมื่อผมอายุ 39 ปี แต่นอก
จากข้อเสียมันก็เหมือนจะมีข้อดีติดมาบ้างนะ เพราะ ใน 5 ปี ก่อนหน้าทำงานชดใช้เนี่ย มันกำหนดให้ผมต้องไป
เก็บตำแหน่ง "ดร." จาก’เมกา มาด้วยสิ
 
ทุนที่ผมได้รับเป็นทุนรัฐบาล(กพ.) ที่สังกัด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามความต้องการของ ศูนย์
อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้ไปเรียนต่อทางด้าน Computer Science เน้น
Computer Network ในระดับปริญญาโท-เอก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือ ยุโรป แต่ผมคงจะเลือก
สหรัฐแน่ๆล่ะ เตรียมตัวมาก็เยอะแล้ว
 
จุดเริ่มต้นมันเกิดมาจากความบังเอิญที่ คุณเจ๊วาวแห่งมหานครลอนดอน ได้ส่ง msg ผ่าน MSN มาให้เมื่อเมษา
ปีก่อนด้วยข้อความประมาณว่า "จ๊อบ ตอนนี้กพ.เปิดรับสมัครทุนแหละ ลองไปดูดิเผื่อสนใจ" ก็เลยถือโอกาสไป
ดูสะหน่อยเผื่อว่าจะมีอะไรน่าสนใจ สำหรับคนทั่วๆไป เข้าใจว่าอาจจะเลือกตามสาขาของตัวเองจบมา และจะ
พยายามเลือกกลุ่มที่มีทุนหลายๆหน่วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนมากขึ้น เหตุก็เพราะมันให้สมัครได้แค่
เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่จะกี่หน่วยก็ได้แต่ผมจะต่างจากชาวบ้านที่สมัคร ไม่ตรงสาขาที่จบ พูดง่ายๆ จบไฟฟ้า
แต่จะสมัครคอม และ สมัครไปแค่กลุ่มเดียวหน่วยเดียวเท่านั้น เหตุผลก็เพราะ มันตรงกับสายที่ชอบมากที่สุด
ทั้งที่กลุ่มที่ผมสมัคร มันมีอีกหน่วยที่สมัครไปเรียน Parallel/Cluster Computing เพราะว่าคิดว่ายังไงๆ
ก็คิดว่าคงไม่น่าจะติดอยู่แล้ว หรือ ติดก็คงจะไม่เอา
 
แล้วเรื่องมันๆก็เกิดขึ้น
 
 
Leave a comment

Posted by on November 19, 2006 in My Life

 

เศร้าอีกแล้ว…..

พรุ่งนี้ 22 เนี่ย คงจะเป็นวันที่จะไม่ได้พบเจอหน้าเพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยม.4 อีกแล้วล่ะ
 
ตั้งแต่สมัยค่ายคอมพิวเตอร์ ของ NECTEC ที่พระจอมฯ ธนบุรี(บางมด) ซึ่งเป็นค่ายหนึ่งที่ผมและเพื่อนสนิทๆในคณะอย่าง คุณหนู Cake แห่งภาคเคมี, ไอ้หนึ่งหรือไอ้แมวแห่งภาคคอมจุฬา เจ้าของบริษัท ZenithCore , ไอ้ X ภาคเครื่องกลแห่งห้อง Robot, แพรแฟนสุดที่รักของชายผิวหมึกที่สุดในภาคไฟฟ้า ได้รู้จักกันครั้งแรก….ยกเว้นไอ้เหี้ยหนึ่งและไอ้หนวกเพื่อนร่วมห้องอีกตัวที่ตอนนี้อยู่ Carnegie Mellon U. ที่แม่งอยู่โรงเรียนเดียวกัน
 
เพราะว่าเจ้าตัวแต่งงานไปอยู่มาเลเซียตลอดไปแล้วล่ะ :-~~~~
 
จริงๆเขาก็แต่งงานมาเกือบครึ่งปีแล้วอ่ะนะ นับได้ว่าเป็นเพื่อนผู้หญิงคนที่รู้จักที่แต่งงานเป็นคนแรกเลย…..แต่งเร็วชะมัด แต่เพิ่งจะย้ายไปอยู่มาเลเซียพรุ่งนี้เป็นต้นไป และคงจะไม่ได้ค่อยกลับมาเมืองไทยแล้วล่ะ อย่างมากทีสุดก็คง 2-3 ปีครั้ง คงยากที่จะเจอมันแล้วล่ะ เฮ้อ!!!
 
ขอบคุณมาก ที่ทำให้ข้าพเจ้าทำ Senior Project ไอ้ Network ของสนามบินหนองงูเห่า จบมาได้
ถ้าไม่มีแกเนี่ย ข้าพเจ้าคงจะหืดขึ้นคอแน่ๆ
ลืมบอกไปอย่าง ไม่ว่ากันนะ ที่จะมีชื่อแกอยู่ใน กิตติกรรมประกาศของรายงานและ Powerpoint ว่ะ
 
คิดถึงแกวะ …จอย !!!
.
.
.
.
.
หรือจะไม่วะ เพราะว่าโลกแห่งนี้มี Skype, MSN และ email ….. แล้วเจอกันตอน online!!!!
 
1 Comment

Posted by on December 21, 2005 in My Life

 

Blog แรกในรอบ 2 เดือน

>>> สำหรับคนอ่าน :
     ไม่มีเวลา up blog โว้ย ข้อแก้ตัวเดิมๆ ไม่มีเวลาว่าง (ลองไปดูตารางชีวิตผมแล้วกัน อืม ดูเวลา up ด้วยก็ดีนะ)
    
     สิ่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนรู้ในตอนนี้คือ คิดถึงพวกคุณ/มึง/แก/เจ๊/เธอ ว่ะ ถ้าจะนัดไปเที่ยว/กิน/ดื่ม/ดูหนัง ไหนบอกๆกันด้วยนะท่าน อยากพักเต็มทนแล้ว เพราะนายจ๊อบตอนนี้กำลังจะเดี้ยง นะคร้าบ… สัปดาห์หนึ่งเนี่ย งาน 60 hrs, สงวน 25 hrs, wall street 4 hrs , เดินทาง 20 hrs …. อ้วกกกกกกกกกกแตกตายยยยยยยย
   
     สัญญาที่ให้ไว้ ผมไม่ได้ลืมหรอกนะ เพียงแต่ว่ามันคงจะ delay ๆๆๆๆๆ อย่างไอ้ EEPhotoDVD Special Edition, blog ภาษีกับเช็ค, และอื่นๆอีกสารพัด 
 
      พูดไปพูดมาเห็น blog เจ๊วาว (http://spaces.msn.com/members/vowpailin/) มีการจัดอันดับการ nerd จากผล test … อืม…. แสดงว่าวิศวะเนี่ยแม่ง nerd กันหมดเลยเหรอ??
ส่วนคะแนนผมก็  แถมมันเขียนอธิบายไว้อีกด้วยนะว่า

11% scored higher (more nerdy), and
89% scored lower (less nerdy).

What does this mean? Your nerdiness is:

High-Level Nerd. You are definitely MIT material, apply now!!!.

 
ถ้า MIT รับกูไปเนี่ย กูก็จะไปเรียนวะ 2.77 เนี่ย แม่งมีที่ไหนรับก็บุญโขแล้ว ชีวิต หนอชีวิต
 
    ถ้ายังไงจะติดต่อข้าพเจ้า โทรศัพท์มือถือก็เปิดไว้ตลอด 24 hrs อ่ะนะ , email ก็มี ,msn ก็ออนบ่อยๆ และอื่นๆอีกหลายช่องทาง สุดท้ายนี้ ขอบอกอีกที คิดถึงทุกคนครับผม
 

>>> สำหรับตัวเอง :
     เมื่อไรกูจะมีเวลาว่างเหมือนกับชาวบ้านชาวเมืองกับเขาเสียทีวะ

  • CCNA, CWNA : ภายในมกรานี้ได้แน่ๆ  
  • CCNP : รอให้ได้ CCNA ก่อนเถ๊อะ  
  • TOEFL : กะว่าจะสอบปลายมกรา กับปลายกุมภา ก่อนเปลี่ยนระบบตอนเมษา… Writing ยังไม่ได้เรียนเลย  โอ้ย ตาย!!!!
  • GRE : ยังไม่ได้เรียน สงสัยถ้าเรียนสงวนอีก  แม่งไม่มีเวลาอีกแน่เลยว่ะ แล้วจะเรียนที่ไหนดีหว่า
  • SOP : ยังไม่แต่ง ไม่รู้จะเริ่มไงดีเนี่ย
  • U ที่อยากเข้า : Purdue, GATech, CMU, IIT, NCStateU  ทั้งหมดนี้มันเปิด Network/Security/Infosec สาขาที่อยากเข้าไปเรียนต่อ แต่ทุก U เนียมัน require 3 up คงยากที่จะได้หวังว่า คะแนน TOEFL, GRE และ Work Exp จะช่วยบ้างนะ ที่อื่นจะมีที่ไหนเปิด Network Security อีกไหมเนี่ย
  • Works :
    • G.SHDSL Modem Evalutation with Documents and Manual เสร็จไปแล้วอีกหนึ่ง
    • Wi-Fi Project ที่หนองงูเห่า … AIS แม่งจะนัดประชุมอีกวันไหนวะเนี่ย ยังไม่เสร็จอีกเหรอ
    • WiMAX Presentation ต่อ MD
    • … สงสัยช่วงนี้ต้องขยันขึ้นอีกเยอะแล้วสิเรา ผลงานน้อยจัง
                
 
 
1 Comment

Posted by on December 5, 2005 in My Life