RSS

Category Archives: News & Articles

AT&T to buy T-Mobile

ให้ตายสิพระเจ้าจอร์จ เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน WD เพิ่งซื้อ Hitachi ไป ถัดมา 2 วัน Sprint ประกาศว่าจะซื้อ T-Mobile และเมื่อวานนี้ AT&T ประกาศว่าซื้อ T-Mobile แล้ว รู้สึกเริ่มต้นปีก็เริ่มจะส่อแววซ้ำเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อนที่ บริษัทควบรวมกันเป็นว่าเล่น แต่ความแตกต่างคือ ตอนนั้น มันมี factor หลักคือเรื่อง ปัญหาเรื่อง Financial Crisis (เนื่องจาก sub-prime) ไม่ใช่เรื่องทางธุรกิจ

ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ผมว่าในโลกนี้ มันมักจะแบ่งค่ายกันตามเทคโนโลยีที่ใช้ น่าจะแบ่งได้เป็น 3 ค่ายหลักคือ GSM (GSM/WCDMA/HSPA/LTE), CDMA ((IS-95/CDMA2000-1x-EVDO/EV-DV/LTE) และก็ค่ายอื่นๆ อย่างพวกในญี่ปุ่น พวก FOMA

บ้านเรามี players ในตลาดแค่ 4 ราย คือ AIS, DTAC, True และ TOT (แต่ตอนนี้ True ก็ซื้อ Hutch ไปแล้วอ่ะนะ) โดยแบ่งเป็นค่าย GSM 4 ราย คือ AIS, DTAC, True และ TOT อย่างที่รู้กัน ส่วน ฝั่ง CDMA คือ Hutch เพียงเจ้าเดียว จริงๆก็มีรายย่อยๆที่เป็นประเภท MVMO อย่าง i-Mobile, 365 บ้าง

ใน ธุรกิจโทรศัพท์มือถือใน US ก็คล้ายๆกัน เพียงแต่มี players หลายรายมาก ถ้านับทั้งหมด ผมว่าหลักหลายสิบได้ เพราะมี MVMO เยอะมาก แต่ player หลักๆ เจ้าบิ๊กๆ ในตลาดมีเพียงแค่ 4 เจ้า คือ  AT&T (GSM) , T-Mobile (GSM), Verizon (CDMA) และ Sprint (CDMA) ถ้าเทียบตามสัดส่วน marketshare ในตลาดแล้ว Verizon (31.3%) > AT&T (26.6%) > Sprint (12.2 %)> T-Mobile (11.9%)  [1] ถ้ามานั่งมองตามเทคโนโลยีแล้ว แบ่งเป็นข้างละ 2 ราย คือ AT&T + T-Mobile และ Verizon กับ Sprint สำหรับ CDMA ดังนั้น การควบรวมระหว่าง AT&T และ T-Mobile ในครั้งนี้ มันจะทำให้ AT&T กลายเป็นเจ้าตลาดทางฝั่ง GSM รายเดียว  ผมว่างานนี้ AT&T อาจจะเจอศึกหนักกับกฏหมายการผูกขาดในตลาดในเมกา (กรณีจะต่างจากการที่ True ซึ่งเป็นเบอร์ 3 ไปซื้อ Hutch ที่สมัยนั้นเป็นเบอร์ 4 ในตลาด แถมต่างค่ายกันด้วย เพราะผมเชื่อว่าเหตุผลที่ True ซื้อเพราะต้องการ frequency สำหรับ 3G ไม่ใช่ตัวบริษัท) ก็คงต้องรอๆดูกันไป ว่าจะควบกันได้ไหม แต่ถ้ามองด้านคนใช้อย่างเราๆ ผมมองว่าก็คงไม่ดีแน่ๆ เหตุผล คือ ตัวเลือกน้อยลง โดยเฉพาะสำหรับเอเชียๆอย่างบ้านเรา เหตุผลเพราะ GSM ถือว่าเป็นค่ายหลักๆของทั้งทางฝั่งยุโรป และเอเชีย และเมื่อคุณมาเมกา คุณก็มักจะเอามือถือของคุณมาใช้ที่นี่ด้วย แต่ทว่า คุณคงไม่สามารถเลือกเจ้าอื่นได้นอกจาก AT&T ครั้นจะเปลี่ยนค่ายไปทางฝั่ง CDMA คุณก็ต้องเสียเงินซื้อโทรศัพท์ใหม่ ไม่ว่าจะซื้อขาด หรือ contract 2 ปีก็แล้วแต่ ถ้าไม่นับคนที่ต้องการเปลี่ยนมือถืออยู่แล้วนะ

แต่สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงมากกว่า เรื่องการควบรวม ดูเหมือนจะเป็น network ของ AT&T มากกว่า และ มันรองรับลูกค้าเพิ่มเติมจาก T-Mobile ไหวเหรอ? เพราะแค่ตอนนี้  AT&T ก็รับศึกหนักมาตลอด โดยเฉพาะตั้งแต่มี iPhone มา bandwidth ส่วนใหญ่ ของบริษัทก็ถูกสูบไปใช้มหาศาลแล้ว ทางออกเดียวคือ AT&T จะต้องรีบขยาย 4G Network เผื่อย้ายลูกค้าบางส่วนไปตรงนั้น ไม่งั้น AT&T จะต้องเจอลูกค้าบ่นกันครั้งใหญ่แน่ ทั้งเรื่องความอืด และ call drop.

———————————————- Update: 3/22/11 ——————————————————

ยังไม่ทันจะไรเลย วันนี้ Sprint เตรียมส่งเรื่องเข้า Congress เรื่องการซื้อ T-Mobile ของ AT&T แล้วล่ะสิ ว่าจะส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมทางด้านโทรคมนาคม งานนี้ท่าจะยาว  เพราะ มองตัวเลขคร่าวๆแล้ว สถานการณ์ตอนนี้ของ Sprint ก็คงตกที่นั่งเดียวกับ True ในอดีตที่ market share เตี้ยติดดิน เพราะจะกลายเป็น AT&T 38.5%> Verizon 31.3% > Sprint 12.2%

Reference

[1] “US Mobile Market 2010”, comScore 2010 Digital Year in Review, Feb 2011

[2] “AT&T May Be Haunted by iPhone Network Load in T-Mobile Merger”, Bloomberg

[3] “Sprint Plans Appeal to Congress to Halt AT&T-T-Mobile Deal”, Bloomberg, March 22, 2011

Advertisements
 
Leave a comment

Posted by on March 21, 2011 in Business, News & Articles, Telecom

 

ชินคอร์ป ขายแล้ว เมื่อครึ่งชั่วโมง ที่ผ่านมา

ชินคอร์ปฯทำบิ๊กล็อตแล้ว! -ตลท.ห้ามซื้อขายหุ้นกลุ่มชินฯ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2549 12:24 น.

              วันนี้(23ม.ค.) เมื่อเวลา 11.42 น.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ขึ้นเครื่องหมาย "H" (ห้ามซื้อขายเป็นเวลาหนึ่งรอบ) หุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) (SHIN) ,บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)(ADVANC) ,บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) (CSL),บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV) ,บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (SATTEL)
       

       เนื่องด้วยปรากฏรายการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่จำนวน 49.59% ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้วของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ในราคา 49.25 บาท ซึ่งบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ และอาจส่งผลกระทบต่อภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท
       แต่ตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว
       
       ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์จึงหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวเป็นการชั่วคราวตั้งแต่เวลา 11.37น. ของวันที่ 23 มกราคม 2549 เป็นต้นไป จนกว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเผยแพร่แก่นักลงทุนโดยทั่วกัน
       
       ในขณะเดียวกัน ณ เวลา 11.46 น.หุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) (SHIN)ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 48.25 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท โดยปรับตัวขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 48.25 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ 46.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,607.62 ล้านบาท หุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)(ADVANC) ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 104 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง โดยปรับตัวขึ้นมาจุดสูงสุดอยู่ที่ 105 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ 102 บาท มูลค่าการซื้อขาย 291.64 ล้านบาท หุ้นบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) (CSL) ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 4.04 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาท โดยปรับตัวขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 4.20 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ 3.82 บาท มูลค่าการซื้อขาย 150.79 ล้านบาท หุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ITV) ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 11.90 บาท ลดลง 0.20 บาท โดยปรับตัวขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 12.20 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ 11.90 บาท มูลค่าการซื้อขาย 265.21 ล้านบาท หุ้นบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (SATTEL) ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 15.50 บาท ลดลง 0.20 บาท โดยปรับตัวขึ้นมาสูงสุดอยู่ที่ 15.80 บาท และปรับตัวลดลงมาต่ำสุดอยู่ที่ 15.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 477.07 ล้านบาท

 
2 Comments

Posted by on January 23, 2006 in News & Articles

 

บทวิเคราะห์ : ShinCorp ขายหุ้นให้ SingTel ชัวร์ และทิศทางตลาดการสื่อสารปี 49 : Beta2 – 11/1/06

[Beta2 – Update 11/1/06 – Not completed]

—===>>> หมายเหตุ : ปัจจุบันตระกูลชินวิตรและดามาพงศ์ได้ขายหุ้นทั้งหมดให้กับ Temasek (บริษัท Holding ที่ backup โดยรัฐบาลสิงค์โปร์ และเป็นเจ้าของ SingTel) เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ Temasek เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ShinCorp ด้วยมูลค่าหุ้นใหม่กว่า 49%  อย่างไรก็ดีผมจะพยายามทยอยเขียนบทความนี้ให้เสร็จ <<<===—

อืม ไม่ได้อัป blog นานเหมือนกัน จริงๆตั้งแต่วันศุกร์ 30 ที่ผ่านมา ผมทยอยเขียนเรื่องการทดสอบด้านอุปกรณ์Access Pointไปบางส่วนแล้ว เป็นภาษา English*** (ขอฝึกWritting หน่อยดิ) แต่พอดีข่าวนี้ร้อนมากๆ เลยเอามาให้อ่านหน่อย (555 ไม่รู้จะมีใครอ่านสักกี่คนหว่า เอาเถอะผมเขียนไว้เป็นความรู้ประดับ Blog แล้วกัน บอกไว้ก่อนว่ายาวเหี้ยๆ)

 

สงวนลิขสิทธิ์ 2549 โดย Jonathan Job
ห้ามทำการคัดลอกหรือเผยแพร่ส่วนหนึ่งส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆก็ตาม โดยไม่ได้รับอนุญาต

หมายเหตุ
1. บทความนี้จะไม่มีการนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อมูลภายในหรือความลับของบริษัทที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่
2. บทความนี้จะไม่มีการนำเสนอข้อมูลอันเป็นกลางที่สุด โดยไม่มีการโอนเอียงเข้ากับบริษัทใดๆในกลุ่มเครือชินคอร์ปที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่
3. บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์ที่เขียนขึ้นในฐานะที่ข้าพเจ้าอยู่ในแวดวงของธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมคนหนึ่งเท่านั้น
0. ไม่อยากเขียนแบบภาษาบทความนะ ขอเป็นคำพูดแล้วกัน อืม และยึดตามแบบ Google ที่คงจะไม่ค่อยมีภาพเท่าไรเหมือน Blog เจ๊เลิ้นเดิ้น หรืออาจวยซักเท่าไรนะฮับ ชิมิ ชิมิ

 

 ข้อย้อนความถึงเมื่อวันเสาร์ที่ 1 มกรา 49 ที่ผ่านมาก่อนว่า ในระหว่างพักกลางวันจากการเรียนคอร์ส TOEFL ที่สงวน ที่(แม่ง)แม้แต่ปีใหม่ก็ไม่หยุด เดินผ่านหน้าร้านขายหนังสือพิมพ์บังเอิญเหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจพาดหัวเรื่องการประกาศ ขายหุ้นในเครือชินคอร์ปทั้งหมดของตระกูลชินวัตรให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ของสิงค์โปร์นั่นคือ SingTel ในใจก็คิดอยู่เหมือนกันว่า อีกแล้วหรอ ไอ้ครั้งก่อนก็ China Telecom แล้วรอบหนึ่ง คราวนี้มา SingTel ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะอย่างที่ บุญคลี ปลั่งศิริ Chairman ของ ShinGroup เคยออกมาประกาศเรื่องที่จะไม่มีการขายหุ้นให้กับต่างชาติ โดยแถลงต่อสื่อมวลชนและคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์(กลต)#1 ก็ทำให้มั่นใจได้ว่าคราวนี้ก็คงจะโคมลอยอีก เลยไม่ได้ซื้อมา จนกระทั่งมาสัปดาห์นี้ข่าวเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ  ชักเริ่มสงสัยมามันจะจริงหรือเปล่า เลยเปิดหนังสือพิมพ์ที่ซื้อมาย้อนหลังที่ไม่ได้อ่านดู #2 ย้อนกลับไปถึงฉบับช่วง 26-1/1/49 ทำให้รู้ว่ากระแสมันต้องมาตั้งแต่ ช่วง 20-25 ธันวาแล้ว และเปิดอ่านเล่มโน้นเล่มนี้จนได้ข้อมูลมา ทำให้รู้ว่าตกข่าวไปเยอะมาก

 

 #1 ที่ต้องมาประกาศกับกลต เพราะมันมีกฏหมายอยู่(รายละเอียดลองถามไอ้ AJ มันน่าจะตอบได้)ทำนองว่า บริษัทใหญ่ในตลาดหุ้น เมื่อมีการซื้อขายทุกๆ 5% จะต้องมีการแจ้งให้ทางกลตทราบเพื่อให้ทำการตรวจสอบเรื่องผลกระทบที่จะตามมา รวมถึงการปั่นหุ้น ดังนั้นเมื่อบริษัทใหญ่มีการเคลื่อนไหวใดๆก็แล้วแต่จะ ต้องประกาศให้ทราบก่อน ดังนั้นในกรณีของมติชน กับ DTAC ตอนนั้นมันผิดกฏหมายนะคร้าบ (มีอะไรผิดบอกก็บอกด้วยแล้วกัน)

 #2 ได้แต่ซื้อหนังสือพิมพ์มาดองที่บ้านไว้หลายสัปดาห์มากๆ ซื้อมา ไม่ได้อ่านครับ แค่นี้นาย Job จะอ้วกแตกตายอยู่แล้ว สรุปคือ นาย Job ตกข่าวอีกแล้ว

ข่าวโดยสรุปมีอยู่ว่า

1. ตระกูลชินวัตร+ตระกูลดามาพงศ์ ซึ่งเป็นปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ShinCorp จะขายหุ้น SHIN 38.63% ให้กับ SingTel ในราคา 40-45 บาท (บางแห่งกล่าวว่า 43%)

 

2. แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือกล่าวว่า

 2.1 ราคาที่ขายจะอยู่ที่ 46 บาทต่อหุ้น โดยที่มูลค่าทั้งหมดคิดเป็น 68,000 ล้านบาท
 2.2 การซื้อขายจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 มกรา 49 โดยได้ทำข้อตกลงไว้แล้วตั้งแต่ 21 ธันวา 48 

2.2.1 เมื่อวันที่ 10 ที่ผ่านมาไม่มีการประกาศการซื้อขายหุ้น บลจ.พัฒนสิน กล่าวว่า การซื้อขาย จะเกิดอย่างแน่นอนภายในต้นปีนี้ [Updated 11/1/06]

 2.3 โดยแต่งตั้งบริษัท Merrill Lynch และ Golman Sachs เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่ SingTel
 2.4 ระยะเวลาดำเนินการตกลงกับ SingTel 5 เดือนที่ผ่านมา

3. ผู้บริหารของบริษัทในกลุ่มคือ SHIN และ ADVANC นำหุ้นออกมาขายอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2548 ที่ผ่านมา ตามรายงานที่ส่งถึง กลตได้แก่ ได้แก่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (9 ครั้ง), สมประสงค์ บุญยะชัย(Chairman สายธุรกิจ Wireless) (2 ครั้ง), วิกรม ศรีประทักษ์, ดร.ดำรง เกษมเศรษฐ์ และนิวิฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รวมถึงการเทขายหุ้นของ ธนาคารทหารไทยทั้งหมด โดย พานทองแท้ ชินวัตร

 

4. บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนประเมินว่ามูลค่าของหุ้นเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานมีดังนี้

 4.1 เกียรตินาคิน ให้ SHIN = 48.39 บาท 
 4.2 พัฒนสิน ให้ SHIN = 63 บาท และ ADVANC = 125 บาท

รวมรวมจาก หนังสือพิมพ์ Telecom Journal, ประชาชาติธุรกิจ, ผู้จัดการรายวัน, มติชน

 

ข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

1. บริษัท ชิน คอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) (SHIN) ถือหุ้นในบริษัทลูกดังนี้

 1.1 AIS (ADVANC)                            42.9%
 1.2 Shin Satellite (SATTEL)               41.5%
 1.3 ITV (ITV)                                     53%
 1.4 สายการบิน AirAsia                       50%
 1.5 สินเชื่อส่วนบุคคล CapitalOK        60%

 

 Comment :
  บริษัทชินคอร์ปพยายาม Positioning ตัวเองให้อยู่เป็นบริษัทเชิง Holding โดยพยายามลบภาพบริษัททางด้านการสื่อสาร โดยการลงทุนในตลาด ด้านอื่นเช่น กลุ่มสื่อ (ITV) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Shin Asset) กลุ่มการเงิน(Capitol OK) กลุ่มสายการบิน (AirAsia) เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนใน ตลาดด้านสื่อสารและเป็นการเพิ่ม Synergy ให้กับบริษัทลูกในกลุ่มของตัวเองด้วย ทั้งนี้จะให้พยายามจะยกภาพของกลุ่มสื่อสารทั้งหมดให้กับ AIS และ ShinSat

 

2. SingTel ปัจจุบันถือหุ้น 19% ใน SHIN

 Comment:
  SingTel เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่การสื่อสารของสิงค์โปร์ ถือได้ว่าเป็นบริษัทที่ร่วมบุญร่วมกุศลกับ ShinCorp มาพอ
 ควรเหมือนกัน เพราะบริษัทหลายๆบริษัทในเครือมีไม่ SingTel ถือหุ้นอยู่ก็เคยเป็นเจ้าของมาก่อน อย่างบริษัท ADC ที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่นั้นเมื่อก่อนก็เป็นของ SingTel + TOT ตอนนี้มาเป็น AIS + TOT แล้วเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงเรื่องมูลค่าของตลาดที่สิงค์โปร์กับไทยมันต่างกันมาก เพราะตลาดการสื่อสารในสิงค์โปร์เป็นตลาดเล็ก แต่ไทยเป็นตลาดที่ค่อนใหญ่ ดูง่ายๆเลยจำนวนประชากรไทยมากกว่าสิงค์โปร์เยอะ
 

บทวิเคราะห์โดย Jonathan Job

 

–==[ สัญญาณที่บ่งบอกถึงการขาย ]==–

 1. การเทขายหุ้นของผู้บริหารระดับสูง

  การขายหุ้นมักมี 3 เหตุผลหลักๆ ไม่ด้วยเหตุผลที่ราคาหุ้นสูงขึ้นจนทำกำไรให้เป็นที่น่าพอใจได้ หรือ ราคาหุ้นที่คาดการณ์ว่าจะตกลงอีกในอนาคตจนไม่น่าไว้วางใจ หรือ ราคาหุ้นที่อยู่ในสภาวะคงที่ไม่ทำกำไรและการเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นอื่นสามารถให้กำไรได้มากกว่า ยกเว้นกรณีที่ขาดสภาพคล่องทางด้านการเงินส่วนบุคคล

  แต่ทว่าการเทหุ้นขายนั้นเมื่อมาจากผู้บริหารของบริษัทนั้นๆแล้ว ย่อมเป็นการแสดงถึงความไม่มั่นใจในตัวบริษัทดังกล่าวว่าจะสามารถทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไปได้อีก หรือมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อบริษัทอันอาจส่งผลให้ราคามีค่าที่ลงลงในอนาคตได้

 2. การเดินทางไปประเทศสิงค์โปร์ทั้งครอบครัวชินวัตรในช่วงระหว่างวันที่ 1-4 มกราคมที่ผ่านมา

  จริงๆการเดินทางไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก แต่การเดินทางในช่วงต้นปี พร้อมกันทั้งครอบครัว และเป็นช่วงเดียวกับวันที่มีการเปิดทำการตลาดหุ้นของสิงค์โปร์ รวมถึงกระแสการขายหุ้นของชินคอร์ป ทำให้การเดินทางไปสิงค์โปร์ในครั้งนี้ดูเหมือนมีอะไรที่น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน

 3. การแต่งตั้งที่ปรึกษาทางด้านการเงินของ SingTel ขึ้นพร้อมกันถึง 2 บริษัท

  ในสภาวะการลงทุนปกติแล้วนั้น บริษัทระดับใหญ่ส่วนมากมักจะต้องมีที่ปรึกษาทางด้านการลงทุนและทางด้านการเงินอยู่แล้ว แต่การแต่งตั้ง 2 บริษัทที่ปรึกษาทางด้านการเงินขึ้นมาใหม่พร้อมกันถึง 2 บริษัทในเวลาเดียวกัน แสดงถึงบริษัทจะต้องมีการลงทุนจำนวนมากและมีความเสี่ยงระดับสูงต่อบริษัทอย่างแน่นอน

 4. ปริมาณเงินลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ตรงกับจังหวะเดียวหลังจากการกลับมาจากสิงค์โปร์

   สื่อหลายฉบับกล่าวว่า อาจมีการพยายามปั่นหุ้นในตลาดหุ้นไทยอยู่ เพื่อสร้างภาพหรือฉุดกระแสสภาวะตลาดหุ้นให้มีความเคลื่อนไหวเพื่อสร้างภาพที่ดีต่อนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นของกลุ่มชินที่มีข่าวว่าจะขาย

–==[ ผลกระทบจากการขายหุ้น ]==–

[1]  ภาวะเงินฝืดของประเทศอย่างกระทันหัน

ในการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นเมืองไทยนั้นจะต้องมีการซื้อขายด้วยเงินสกุลบาท ดังนั้นเมื่อมีทุนต่างชาติเข้ามาซื้อขายนั้น………………………

–==[ ทำไมต้องขาย ]==–

 1. 3G

  เป็นที่รู้กันว่าปีนี้จะเป็นปีที่บริษัทยักษ์ใหญ่มือถือแทบทุกเจ้าเริ่มทำการติดตั้งโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G กันแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง AIS, HUTCH, CAT+TOT(ThaiMobile) กันบ้างแล้ว รวมถึงเสือนิ่งอย่าง DTAC สาเหตุที่ทำให้ Operator ทุกเจ้าต้องมาลุงทุนด้าน 3G หลักๆแล้วคือ Operator ทั่วโลกตอบ เป็นเสียงเดียวกันว่า ผลตอบแทนที่ได้จาก Non-Voice (Data) มากกว่า Voice และยิ่งมี Data มากขึ้นเท่าไร Speed ที่ที่ลูกค้าต้องจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และ ถ้า Speed มากขึ้น ผลก็คือ ด้วยเวลาที่เท่ากันจะสามารถส่งปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นและโอกาสการใช้งานที่ลูกค้าจะมาใช้ก็มากขึ้น ผลตอบแทนก็ยิ่งมากขึ้น ( ปัจจุบัน EDGE ตาม ทฤษฏีจะให้ speed ได้ถึง 385kbps แต่จริงๆก็แค่ 100 กว่าๆ แต่ 3G ทำให้ speed เพิ่มได้ถึง 2Mbps ใช้งานจริงน่าจะอยู่ในช่วง 500k-1 Mbps)

   การที่ 3G ใช้ง่านความถี่ 1900-2000MHz ส่งผลให้จำนวนของ Base Station ที่ต้องติดตั้งนั้นย่อมมากกว่า GSM ที่ใช้ 900และ 1800 อย่างแน่นอน  (เพราะยิ่ง freq มากอัตราการลดทอนสัญญาณจะมากขึ้น) ประกอบกับเทคโนโลยี 3G ที่ยังใหม่และแพง ทำให้การลงทุนจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนเงินที่มหาศาล  Operator ที่จะให้บริการ 3G ทุกรายจำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนทั้งเพื่อลงทุนและสำรองความเสี่ยง

 

  วิธีการที่ง่ายที่สุดและเร็วที่สุดคือ การขายหุ้นที่มีอยู่ออกไป แล้วถามว่าไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่าเหรอ คำตอบ มี แล้วทำไม?

  1.1 การกู้ 
   ที่ผ่านมาเกือบทุก case มักจะใช้ธนาคารต่างประเทศ ทำให้บริษัทจะต้องแบกรับภาระความเสี่ยงทั้งหมดไว้เองซึ่งปัจจัยที่กระทบมีตั้งแต่  ความเสี่ยงในการลงทุนและแข่งขันในตลาด ความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ(ค่าเงิน สงคราม การก่อการร้าย ความเน่าเฟะของ   Econ ของไทยจริงๆ) จากวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 ทำให้บริษัทมือถืออันดับ 1 ในสมัยนั้นคือ WorldPhone (DTAC) ต้องเสียอันดับให้แก่ AIS เนื่องด้วยสาเหตุนี้ (จริง AIS ก็กู้นะ แต่……ก็รู้ๆกันอยู่)

 

  1.2 การควบรวมกันเอง 

   วิธีนี้เป็นไปได้ยากในตลาดที่แข่งขันสูงในไทย อาจจะมีเพียง Hutch เจ้าเดียวที่จะอาจจะโดนซื้อ เพราะอยู่ในสถาวะย่ำแย่ สิ่งที่ทำให้  Hutch อาจจะโดนซื้อโดย AIS, DTAC มี 2 ประการคือ Hutch เป็น 1 ใน 2 เจ้าที่ถือ license คลื่นความถี่ช่วง 1900-2000 MHz ซึ่งเป็นความถี่ที่มีสิทธิ์ให้บริการ 3G ได้ และตัว Hutch เองอยู่ในสภาวะขาดทุนอย่างหนักซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาวะหนี้ อย่างไรก็ดีไอ้สภาวะหนี้ที่มีอยู่ตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่ ทำให้ทุกเจ้ากำลังช่างน้ำหนักอยู่ว่าจะวิธีไหนจะคุ้มกว่ากันระหว่างซื้อ Hutch กับ ซื้อ License ใหม่จากกทช
   การควบรวมกันเองจะส่งผลดีต่อบริษัทที่รวมด้วยในแง่ของความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายในการแข่งขันที่น้อยลง
   จริงๆ อย่างที่มีผลวิจัยเมื่อต้นปี 48 เคยออกมาว่า Operator รายใดมีส่วนแบ่งทางการตลาดต่ำกว่า 15% จะยากต่อการแข่งขันและผลสุดท้ายคือ ต้องถูกยุบรวมหรือไม่ก็ล้มไป ซึ่งในตอนนั้นประมาณว่า AIS 55% DTAC 27% Orange 13% ที่เหลือคือ 5% ที่Thaimobile และ  Hutch แบ่งกัน แต่ ThaiMobile ตายไม่ได้เพราะ…. รู้กันอยู่

 

  1.3 การขายหุ้น
   เพราะว่าวิธีการนี้ให้ Operator เสี่ยงน้อยที่สุด
  เงินทุนที่ใช้ในการลงทุนด้าน 3G มีหลักๆ คือ
  1. ค่าโครงข่าย  
  2. Base Station
  3. ค่า License ของคลื่นความถี่
   ในต่างประเทศ เช่น UK ค่า License แพงกว่าค่าโครงข่ายและ BaseStation รวมกันเสียอีก
   

 2. เวลาเหมาะสม
 3. การเมือง
 4. กทช
 5. การเปิดเสรีทางการค้า

 

ขายแล้วดียังไง
ทำไมต้อง SingTel , ทำไมไม่ China Telecom

Thailand Telecommunications 2006
=======================

Topics
1. Case Study : การซื้อ / ควบรวม / ขายหุ้น
 1.1 Telenor ซื้อ Ucom และ DTAC
 1.2 TRUE ซื้อ KSC และ UBC
 1.3 SAMART ขายหุ้น i-mobile และ Cambodia Samart Telecom
2. เดือดพล่าน ISP ปี 49 : TRUE+KSC [vs] ADC+CSLox [vs] TOT แล้วเจ้าอื่นจะเหลืออะไรกิน ?
3. iPSTAR, WiMAX ใครจะอยู่ใครจะไป?
4. ลงทุน 3G ในไทยคิดดีแล้วเหรอ
5. VoIP License … CAT,TOT,TRUE = ตาย?
6. Internet Gateway License : ADSL Inter 2 Mbps ใกล้แค่เอื้อม!!!
7. เปิดเสรี 49 : ไทยสูญพันธุ์

BIG-3 CHART
===========================

Mobile Phone  : AIS + SingTel/China Telecom  [VS] Telenor’s DTAC  [VS] TRUE + Orange
Broadband Net (WireLine)  : ADC + CSLox    [VS] Telenor+UIH+UBT  [VS] TRUE + TRUE’s KSC
Broadband Net (Wireless) : ShinSat    [VS] –   [VS] TRUE
TV/Content   : ADC’s Buddy Broadband   [VS] –   [VS] UBC
Media   : ITV    [VS] –   [VS] UBC

 
3 Comments

Posted by on January 4, 2006 in News & Articles

 

MAXTOR has been taken over by SEAGATE.

SEAGATE TECHNOLOGY TO ACQUIRE MAXTOR CORPORATION

Combination Will Provide Increased Scale To Drive Product Innovation,
Maximize Operational Efficiencies

Transaction Expected To Be At Least 10-20% Accretive For Shareholders
On A Cash EPS Basis After First Full Year Of Combined Operations

SCOTTS VALLEY, Calif.—21 December 2005—

Seagate (NYSE: STX) and Maxtor (NYSE: MXO) today jointly announced they have entered into a definitive agreement under which Seagate will acquire Maxtor in an all stock transaction. Under the terms of the agreement, which has been unanimously approved by the boards of directors of both companies, Maxtor shareholders will receive .37 shares of Seagate common stock for each Maxtor share they own. When the transaction is completed Seagate shareholders will own approximately 84% and Maxtor shareholders will own approximately 16% of the combined company. The value of the transaction is approximately $1.9 billion.

The combination of Seagate and Maxtor will build on Seagate’s foundation as the premier global hard disc drive company, leveraging the strength of Seagate’s significant operating scale to drive product innovation, maximize operational efficiencies, and realize significant cost synergies. These capabilities will enable the combined company to compete more effectively as the highly competitive data storage industry addresses the challenges and opportunities for significant growth that lie ahead. The combined company will be well-positioned to accelerate delivery of a diverse set of compelling and cost-effective solutions to the growing customer base for data storage products.

The combined company is expected to generate significant synergies, and the transaction is expected to be at least 10-20% accretive to Seagate on a cash EPS basis after the first full year of combined operations. As with other past combinations of disc drive manufacturers, revenue attrition is anticipated to result from this combination. Synergy estimates take into account anticipated revenue attrition. It is estimated that the incremental revenues will generate gross margins that are in line with the high end of Seagate’s stand-alone model. In addition, the combined company expects to achieve approximately $300 million of annual operating expense savings in connection with the transaction after the first full year of integration.

“Seagate is excited about the opportunity to achieve greater scale, reduce supply chain costs, and leverage combined R&D efforts across a broader product set. With the increased scale of the combined company, we can reduce overall product costs and provide more innovative products at more competitive prices,” said Bill Watkins, Seagate CEO. “We believe this is a strategic combination that will provide value for our shareholders as well as benefits for our customers.”

“We believe this combination offers an exciting opportunity for our two companies to come together in a transaction that maximizes value for our stockholders, through the combination of an attractive premium and through future value enhancement of the combined company’s operations,” said Dr. C.S. Park, Maxtor chairman and CEO. “Together, we will leverage our combined technical resources to deliver to our customers an even more compelling and diverse set of products, and get them to market more quickly and cost effectively.”

Steve Luczo, Seagate chairman, said "Seagate’s board of directors is very enthusiastic about this unique combination and believes it will provide value for shareholders of both companies. This transaction has significant strategic and financial benefits, and the combined company will be better positioned to anticipate and serve the needs of the global customer base in the highly competitive data storage market."

Seagate’s executive management team will continue to serve in their current roles. The combined company will retain the Seagate name and executive offices will be located in Scotts Valley, California. Dr. Park will become a director of Seagate upon the closing of the transaction. Seagate’s chairman, CEO, executive vice presidents, and the principal equity investors affiliated with certain of Seagate’s Directors have committed to vote their shares in favor of the acquisition.

The transaction is expected to be completed in the second half of calendar 2006, subject to obtaining shareholder approvals and customary regulatory approvals. There is a termination fee of $300 million payable to Maxtor under certain conditions. The transaction is intended to be tax-free to Maxtor shareholders.

Prior to the closing, Seagate and Maxtor will operate as separate businesses.

Seagate’s previously announced outlook for the December quarter of $2.2 billion in revenue and earnings per share in the range of $0.53-$0.57, excluding non-cash stock based compensation, remains unchanged. Additionally, Seagate confirms its recently announced guidance for fiscal year 2006 earnings per share outlook of approximately $2.00, excluding non-cash stock based compensation.

 
Leave a comment

Posted by on December 21, 2005 in News & Articles

 

ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล

[Update : Dec 17, 2011 – ข้อมูลข่างล่างเป็นข้อมูลเก่าที่ผม blog ไว้เมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2005 ดังนั้นข้อมูลไม่น่าจะใช้งานได้ในปัจจุบันแล้ว ผมแนะนำให้เข้าไปอ่านรายละเอียดเรื่องการจ่ายภาษีในเวบของกรมสรรพากรคือ http://www.rd.go.th แทนครับ
– อัตราภาษีเงินได้ส่วนบุคคลธรรมดา : http://www.rd.go.th/publish/1780.0.html
– วิธีการคำนวณ : http://www.rd.go.th/publish/555.0.html
– รายการที่หักได้ก่อนคำนวณภาษี : http://www.rd.go.th/publish/556.0.html ]
===========================================================
ภาษี ภาษี และ ภาษี … ไม่อยากจ่ายเล้ย
เชื่อว่าตอนนี้ เพื่อนๆที่ทำงานเนี่ย คงจะเริ่มโดนบริษัทให้มานั่งกรอกรายละเอียดการเสียภาษีแล้วใช่ไหม??? และผมก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องเสียเหมือนกัน และ… ผมก็เชื่อว่า เพื่อนๆก็คงจะต้องการให้เสียน้อยที่สุด จริงไหม??? ผมก็อีกคนหนึ่งล่ะที่เป็นอย่างนั้น 5555ข้อมูลที่ผมจะบอกในครั้งเนี่ย ค่อนข้างเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ สำหรับเรื่องการเสียภาษี อย่างน้อยสุด ก็ควรจะรู้ไว้ และคิดว่าบางคนคงจะรู้แล้ว
จริงๆเรื่องการหลบหลีก เฮ้ย ไม่ใช่ ลดหย่อนการเสียภาษีเนี่ย คงจะต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร ซึ่งตอนนี้กำลังอ่านๆอยู่ เช่นเรื่อง การ VAT 7% ในการซื้อสินค้าอ่ะ รู้ไหมว่ามันขอคืนได้อ่ะ แต่มันต้องมี trick นิดหน่อย หรืออย่างเช่นดอกเบี้ยเงินฝาก ที่ต้องเสีย 15% ของดอกเบี้ยเนี่ย ยังไม่มั่นใจนะ เอามารวมกับภาษีเงินได้เพื่อให้การเสียลดจาก 15 มาเป็น 10% เนี่ย ในกรณีที่เงินได้อยู่ในช่วง 100,000-500,000 บาทต่อปีเนี่ยได้ป่าว  หรือ อย่างเช่นการเลี่ยงการซื้ออุปกรณ์ในบริษัท ไปเป็นการเช่าแทนเนี่ย เพื่อหักเป็นค่าใช้จ่าย ก็ลดภาษีได้เช่นเดียวกัน ขอเวลารวบรวมหน่อย แต่ว่าก็ว่านะ บางทีกระบวนการหักภาษีเรื่องนี้เนี่ย อาจจะไม่คุ้มค่ากับเวลาของทุกท่านก็ได้นะ ยังไงจะค่อยรวบรวมมาให้ (ไอ้หัวข้อการเขียน cheque ด้วยอ่ะนะ)
แต่สำหรับใครบางคนที่ เปิดบริษัทเนี่ย บริษัทอะไรน๊า…ที่ทุนจดทะเบียนเป็นล้านเนี่ย ไอ้ที่ทำ Software มือถือให้ DTAC และมาเกาะๆกับ Nokia ตอนเนี้ยเนี่ย 555 อาจจะไม่เป็นประโยชน์ก็ได้ อย่างน้อยเขาก็มี ขุนศึกมือโปรด้านภาษีที่ตัวกลมๆเนี่ย คงจะไม่ต้องอ่านก็ได้ม้าง….
ถ้าอยาก Version ละเอียดๆ ต้องไปที่ http://www.rd.go.th
เรารู้ว่าทุกท่าน
1. โสด
2. ทำงาน มีเงินเดือนเกิน 30,000 ต่อปีอยู่แล้ว (มากกว่า 2,500 บาทต่อเดือน)
3. ไม่มีบริษัทเป็นของตัวเอง (ยกเว้นไอ้บริษัทข้างบนเนี่ย)
 สรุปว่า เสียภาษีอย่างแน่นอน และแบบเดียวกับข้าพเจ้าด้วย …… แต่ปีนี้ คิดว่าไม่ต้องเสียนะ เพราะไม่เต็มปี แต่ปีหน้าอ่ะหน้าแน่ๆ น่าจะยกเว้นไอ้พวกที่ได้เงินในปีนี้เกิน 27,777.7 บาทขึ้นไปที่ต้องเสีย
 แต่ก่อนเสียภาษีเนี่ย เขาไม่ใจดำขนาดคิดจากรายได้ทั้งหมดหรอก เพราะ คุณสามารถหักค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ ได้ก่อนการคิดภาษี
 1. รายได้ส่วนตัว 40% ของทั้งหมด แต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี (ง่ายๆคือ หักค่ากินอยู่ได้เดือนล่ะ 5,000บาท …เชี้ย กูใช้เดือนละ 6,000 นะโว้ย เมื่อไรจะเพิ่มสักที ยิ่งน้ำมันแพงเนี่ย …ไม่เพิ่มมาเป็นชาติแล้ว)
 2. เบี้ยประกันชีวิตตามที่เสียไปตามจริง โดยต้องไม่เกิน 50,000 บาท และต้องไม่เกินเงินได้หลังหักไอ้ 40% แล้วอ่ะนะ
(คงกลัวติดลบมั้ง ส่วนไอ้ 50k มาจาก 10k+40k ไม่เข้าใจว่ามันจะแบ่งทำเหี้ยอะไร ไปอ่านเองแล้วกัน)
 3. ประกันสังคม (บริษัทส่วนใหญ่น่าจะบังคับทำ) ได้ตามจริง ไม่เกิน 9,000 บาท
 4. เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (บริษัทส่วนใหญ่จะให้ทำ) แบ่งได้เป็น
4.1 10,000 แรก หักได้เลย
4.2 ส่วนที่เกิน 10,000 แต่ไม่เกิน 290,000 และ ก็หักได้ไม่เกิน 15% ของ เงินเดือน (เฉพาะเงินเดือนนะ ไม่รวมรายได้อื่นๆ)
 5. ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ ที่อายุมากกว่า 60 ปี ได้ 30,000 บาท (พ่อ 30k แม่ 30k) แต่ต้องออกหนังสือรับรองด้วยว่าคุณเป็นคนดูแล เข้าใจว่าพ่อแม่ต้องไม่มีรายได้ด้วย
6. ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และ เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุน กบข จะต้องไม่เกิน 300,000 บาท
– ส่วนใหญ่จะลงทุนแล้วต้องจ่ายทุกปี จนครบอายุ 55 ปี
– อนุญาตจ่ายเป็นปีเว้นปีได้ แต่ปีไหนที่ไม่จ่ายก็หักไม่ได้ และเว้นได้ปีเดียวเท่านั้น
– ระวัง!!! ถ้าลืมจ่าย ไอ้ปีที่ผ่านมาทั้งหมดที่คุณหักไม่เสียภาษีไป จะต้องเสียภาษีย้อนหลังด้วย
 7. ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวได้ไม่เกิน 15% ของและไม่เกิน 300,000 บาท
– ส่วนใหญ่จะลงทุนแล้วถอนออกมาก่อนไม่ได้จนกว่าจะครบ 5 ปี
โดยมี Rate การเสียภาษีดังนี้
 การเสียจะแบ่งเป็นช่วงๆของเงินหลักที่หักทุกอย่างไปแล้ว
 ช่วง 0-100,000 ไม่เสีย
ช่วง 100,001 – 500,000 เสีย 10 %
ช่วง 500,001 – 1,000,000 เสีย 20 %
ช่วง 1,000,001 – 4,000,000 เสีย 30 %
เกินกว่านี้ เสีย 37%
การเสียจะเป็นเหมือนอัตราก้าวหน้าคือจ่ายเป็นช่วงๆ ไม่ได้คิดเป็น % ของทั้งหมด เช่น ถ้าได้ 150,000 จะต้องเสียเฉพาะ 10% ของ 50,000 ซึ่งเกิน 100,000 มา เท่านั้น คือ 5,000 = 0(ไม่เกิน100k)  + 5,000 (10%ของ 50k)
 >>>>> ยังเขียนไม่เสร็จนะโว้ย อย่าเพิ่งยึดถือมาก ขอ Revise อีกรอบก่อน ตอนนี้ ตี 1 แล้วขอกลับบ้านก่อนล่ะท่าน <<<<<
 
4 Comments

Posted by on October 12, 2005 in News & Articles

 

The First WiMAX on Real Service!!!!

The First WiMAX in Thailand
 
ข่าวนี้แม้แต่ผมก็คงจะไม่เชื่อ ถ้าไม่เห็นด้วยกับตา แต่ทว่ามันเป็นจริงแล้ว
 
หลังจากที่ศึกษาและทำศึกสงครามแย่งชิงคลื่นความถี่จาก กทช. กันเพื่อเป็นหน่วยงานแรกที่สามารถเปิดใช้งาน WiMAX ได้ แต่ ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าไหนก็แล้วแต่ก็คงจะผิดคาดกันไป เพราะตอนนี้มีหน่วยงานที่ได้เปิดใช้งาน WiMAX แล้ว
 
หลังจากมีบางบริษัทแอบๆเอานำเข้าอุปกรณ์ WiMAX แบบเงียบเชียบ ชนิดหลบหน้ากทช.ไปแอบ Test อยู่แถบๆชานเมือง เมืองน้ำพริกหนุ่มแคบหมู เมืองปากช่อง อะไรก็แล้วแต่ ไอ้ "บริษัทลูกผีลูกคนที่เพิ่งประกาศศักดาความเป็นบริษัทมหาชนครั้งแล้วครั้งอีกแห่งนี้เนี่ย" (เปลี่ยนชื่อไทยก็แล้ว ชื่ออังกฤษก็แล้ว อย่างว่าล่ะนะ ไม่ว่ายังอุ้ยอ้าย อืดอาด ยืดยาดไร้ประสิทธิภาพเหมือนเดิม มันก็ไม่ยอมตายสักทีล่ะนะ) ก็ตกเป็นข่าวดังออกมาเมื่ออาทิตย์ก่อน ว่าได้ไปเลียแทบเท้ากทช เพื่อขอใบอนุญาต Test จากกทช.ใสคราบเทคโนโลยีสาธารณะเพื่อกระจายความทันสมัยด้านข่าวสารไปยังคนบ้านนอกได้มีใช้กับเขาบัง จนในที่สุ๊ดเนี่ย "เมืองสนธยาย่านรังสิต"ของนักวิจัยอย่างเราๆท่านๆเนี่ย ก็งาบงานนี้จากกทชไปรับประทาน จะว่าไป ก็คือจะยังไม่มีเจ้าไหนได้สัมปทานคลื่นตราบที่ได้หน่วยงานสูบงบประมาณแห่งนี้ยังไม่สรุปผลรายงานต่อกทช.
 
เข้าเรื่องเราดีกว่า นาย Jonathan Job ก็ซอกแซกไปซอกแซกมาจนรู้ว่า ไอ้ตอนนี้เนี่ย ไอ้เทคโนตัวนี้มันเพิ่ง Import มาติดตั้งใช้งานไป 2 อาทิตย์สดๆร้อนๆ อืมอ้าว ข้าพเจ้า เคยบอกว่ากทช.ยังไม่ได้ให้ใครเลยนิ คำตอบคือหน่วยงานนี้ ย่ายยยย ย่ายยยมาแต่ไหนเหรอ โอ้ ตั้งแต่ "ปี 2475" แล้วล่ะ มันเลยไม่แปลกหรอกว่าหน่วยงานนี้เนี่ยมีทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่ ช่องสัญญาณดาวเทียม คลื่นเกือบทุกย่าน เอาไปก็ไม่ได้ใช้ร้อกกกก เชื่อเต๊อะ
 
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น คุณหนู"ดีใจ" , "กลุ่มวงศาคณาญาติ", "แมวหวงก้าง" หรือแม้แต่ "ตรู" ก็ไม่ได้แอ้มในงานนี้นะครับ
 
หมายเหตุ : บริษัทอะไรก็คิดๆกันเอาเองนะ …555
 
 
Leave a comment

Posted by on October 7, 2005 in News & Articles

 

Logic บวมๆ ของการเขียน Cheque ?

หลายคนที่เคยเขียนเช็คเป็นว่าเล่นแล้ว คงจะไม่วุ่นวายสักเท่าไรหรอก แต่สำหรับมือใหม่หัดเขียน cheque เนี่ย โอ้ พระเจ้า จอร์จ อะไรมันจะวุ่นวายปานนั้น วุ่นวายที่ว่ามันไม่ใช่เพราะจำนวนขั้นตอนที่มาก หรือกระบวนการเขียนอะไรหรอกนะ แต่เป็นเรื่องของ Logic แปลกๆในการเขียนจ่าย cheque เนี่ยล่ะ ที่ทำให้มนุษย์ผู้เขลาอย่างข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า พนักงานธนาคารจะไม่คิดจะออกแบบ cheque ใหม่ขึ้นมาให้ง่ายต่อการเขียนหน่อยบ้างเหรอ  ถ้าว่าตามวิชาตรรกศาสตร์ หรือ ไอ้ Logic เนี่ย บอกได้เลยว่า ….. เชี้ยมากๆ
 
 
ตัวแปรโจทย์ของเราในวันนี้คือ
– ขีดคร่อม
– จ่าย…..
– หรือผู้ถือ
– สด
– เส้นขนาน 2 เส้น
– เส้นขนาน 2 เส้น + บัญชีผู้รับเท่านั้น // AC Payee Only
– ขีดฆ่า
….. เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเขียนต่อให้เสร็จแล้วกัน ….
 
2 Comments

Posted by on August 17, 2005 in News & Articles